^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 75 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7528882
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
664
7237
40072
93964
7528882

15-12-2018 เวลา 02 : 30

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

เส้นทางสู่อิสลาม

ซากศพฟาโรห์แห่งอียิปต์กับความมหัศจรรย์ของคัมภีร์อัลกุรอาน

     เมื่อฟร็องซัวส์ มิตแตร์รองด์ (Francois Mitterrand) ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1981 ได้ขอให้อียิปต์เคลื่อนย้ายซากศพของฟาโรห์ที่ถูกทำเป็นมัมมี่จากอียิปต์ไปยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อการตรวจสอบและการวิจัยบางอย่าง

     ซากศพของฟาโรห์ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในศูนย์โบราณคดีของฝรั่งเศสด้วยสภาพเงื่อนไขที่เป็นเฉพาะ เพื่อที่นักวิชาการผู้เชี่ยวด้านโบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดพร้อมด้วยนักผ่าตัดและนักชันสูตรศพที่เชี่ยวชาญที่สุดจะได้เริ่มต้นการทดลองและการค้นคว้าวิจัย ต่าง ๆ ของตนบนซากศพนี้และค้นหาความลับต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมัน

     โดยหัวหน้ากลุ่มวิจัยและการบูรณะฟื้นฟูสภาพศพกลุ่มนี้ เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีชื่อว่า ศาสตราจารย์มอริส บูกายย์ เขา (Dr.Maurice Bucaille) มีความแตกต่างจากคนอื่น ๆ ที่มีเจตนาที่จะบูรณะฟื้นฟูสภาพร่างกายของศพ ตรงที่เขามีพยายามที่จะค้นหาความลับและวิธีการตายของฟาโรห์ผู้นี้

      การค้นคว้าวิจัยของศาสตราจารย์มอริส บูกายย์ยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงในช่วงท้ายของยามค่ำคืน ผลขั้นสุดท้ายของการค้นคว้าวิจัยนี้จึงปรากฏชัดขึ้น ร่องรอยของเกลือที่ที่ถูกค้นพบบนซากศพของฟาโรห์ภายหลังจากระยะเวลาหลายชั่วโมงของการค้นคว้าวิจัยนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เขาได้จมลงในทะเลและได้เสียชีวิตลง และภายหลังจากการนำศพของเขาขึ้นมาจากทะเลแล้ว เพื่อที่จะรักษาศพนี้เอาไว้พวกเขาได้ทำมัมมี่ให้กับศพนี้ แต่ประเด็นที่น่าทึ่งและเป็นสาเหตุของความประหลาดใจอย่างมากสำหรับ ศาสตราจารย์มอริสก็คือ ประเด็นที่ว่าทำไมศพนี้จึงมีความสมบูรณ์กว่าซากศพอื่น ๆ ในขณะที่ศพนี้ได้ถูกนำขึ้นมาจากท้องทะเล

      ความประหลาดใจและความมึนงงสับสนของศาสตราจารย์มอริสได้เพิ่มทวีขึ้นเมื่อพบว่าผล ของการค้นคว้าวิจัยมีความสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์กับทัศนะของชาวมุสลิมใน กรณีเกี่ยวกับการจมลงในท้องทะเลของฟาโรห์ และเขาได้ถามตัวเองว่า สิ่งดังกล่าวนี้เป็นไปได้อย่างไรกัน เมื่อพิจารณาถึงกรณีที่ว่ามัมมี่นี้ได้ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1898 ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่คัมภีร์อัลกุรอานของชาวมุสลิมได้ปรากฏขึ้นมาก่อนระยะเวลา 1400 ปี

      จะให้สติปัญญายอมรับในเรื่องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อในช่วงเวลานั้นทั้งชาวอาหรับและมนุษย์คนอื่น ๆ ยังไม่ใครได้ล่วงรู้เกี่ยวกับการถูกทำมัมมี่ของศพของบรรดาฟาโรห์โดยชาวอียิปต์โบราณเลย และช่วงเวลาของการค้นพบศพนี้ก็เพิ่งจะผ่านพ้นไม่นานเท่าใด?

      และเป็นไปได้หรือไม่ที่ว่ามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ศาสดาของอิสลามได้รับรู้เกี่ยวกับประเด็นนี้มาตั้งแต่ช่วงเวลามากกว่า 1400 ปีที่ผ่านมา? ศาสตราจารย์มอริส บูกายย์ได้ค้นคว้าตรวจสอบดูในคัมภีร์เตารอต (โทราห์) และคัมภีร์อินญีล (ไบเบิล) แต่ก็ไม่พบเห็นเลยแม้แต่ที่เดียวว่ามีการกล่าวถึงความปลอดภัยและการถูกรักษา ไว้ของซากศพของฟาโรห์

      ภายหลังจากเสร็จสิ้นจากการค้นคว้าตรวจสอบและการบูรณะฟื้นฟูซากศพของฟาโรห์แล้ว พวกเขาก็ส่งคืนศพนี้นกลับไปยังประเทศอียิปต์ แต่สำหรับศาสตราจารย์มอริส บูกายย์แล้วจิตใจของเขากลับไม่สงบสุข จนกระทั่งเขาได้ตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศมุสลิมต่าง ๆ เพื่อจะแสวงหาคำตอบที่ก่อให้เกิดความมั่นใจเกี่ยวกับความถูกต้องของข่าวคราว ที่กล่าวถึงความรอดพ้นและการถูกพิทักษ์รักษาไว้ของซากศพของฟาโรห์โดยคัมภีร์ อัลกุรอานว่า ชาวมุสลิมคนหนึ่งได้เปิดคัมภีร์อัลกุรอาน และได้อ่านโองการที่ 92 จากซูเราะฮ์(บท)ยูนุส ให้เขาฟัง ซึ่งมีเนื้อความดังนี้:

فَالْيَوْمَ نُنَجِّيكَ بِبَدَنِكَ لِتَكُونَ لِمَنْ خَلْفَكَ آيَةً ۚ وَإِنَّ كَثِيرًا مِّنَ النَّاسِ عَنْ آيَاتِنَا لَغَافِلُونَ  

“ดังนั้น วันนี้เราจะให้ร่างของเจ้าถูกนำออกมาอย่างปลอดภัย (จากท้องทะเล) เพื่อจะได้เป็นสัญญาณแก่ชนรุ่นหลังจากเจ้า และแท้จริงส่วนใหญ่ของมนุษย์จะเป็นผู้เมินเฉยต่อสัญญาณต่างๆ ของเรา”

      โองการนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเขา และได้ทำให้ร่างกายของเขาสั่นเทาไปทั่วทั้งเรือนร่าง และเขาได้กล่าวขึ้นด้วยเสียงดังว่า : “ผมได้เข้ารับอิสลามแล้วและผมได้ศรัทธามั่นต่อคัมภีร์อัลกุรอานแล้ว”

      ศาสตราจารย์มอริส บูกายย์ได้เดินทางกลับไปยังประเทศฝรั่งเศส ด้วยกับสภาพความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายทางด้านความคิด แนวคิดและศาสนา และเป็นระยะเวลาหลายปีที่เขาได้ทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกรณีความสอดคล้อง ตรงกันของข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ถูกค้นพบในยุคใหม่กับโองการต่าง ๆ ของคัมภีร์อัลกุรอาน และกระทั่งว่าเขาไม่พบเห็นแม้แต่เพียงกรณีเดียวจากโองการทั้งหลายของคัมภีร์อัลกุรอานที่มีความขัดแย้งกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่พิสูจน์แล้วทางด้านวิทยาศาสตร์ และสิ่งนี้เองที่ได้ทำให้ความศรัทธาของเขาเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้นที่มีต่อพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกริกเกียรติเกรียงไกร ที่ทรงตรัสว่า :

لَّا يَأْتِيهِ الْبَاطِلُ مِن بَيْنِ يَدَيْهِ وَلَا مِنْ خَلْفِهِ ۖ تَنزِيلٌ مِّنْ حَكِيمٍ حَمِيدٍ

“ความ มดเท็จจะไม่เข้ามา (ปะปน) กับคัมภีร์ (อัลกุรอาน) นี้ ทั้งจากเบื้องหน้าและจากเบื้องหลัง (เพราะ) เป็นคัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาจากพระผู้ทรงปรีชาญาณผู้ทรงยิ่ง ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง”

(อัลกกุรอานบทฟุศศิลัต โองการที่ 42)

      ผลผลิตจากการค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานหลายปีของนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส คือหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า“คัมภีร์ไบเบิล คัมภีร์อัลกุรอาน และ วิทยาศาสตร์” (The Bible, The Qur'an and Science) ซึ่งเป็นผลของการค้นคว้าวิจัยเปรียบเทียบคัมภีร์เหล่านี้กับศาสตร์สมัยใหม่

ที่มา : เว็บไซต์ rasekhoon

คักลอกจากแฟ้มบทความ sahibzaman.com

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles