^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 56 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7528987
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
769
7237
40177
94069
7528987

15-12-2018 เวลา 02 : 56

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

เส้นทางสู่อิสลาม

สตรีผู้สร้างสรรค์สังคม...จากบุตรีของท่านศาสดา(ซ็อลฯ) สู่การยอมรับอิสลามของสตรีชาวตะวันตก

      ฟาฏิมะฮ์ บุตรีของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) คือสัญลักษณ์ของความเป็นสตรีที่แท้จริงของอิสลาม บทเรียนจากชีวิตที่สูงส่งของฟาฏิมะฮ์คืออะไร?

      เมื่อท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) กล่าวว่า ฟาฏิมะฮ์เป็นหนึ่งในสี่สตรีที่ยิ่งใหญ่ของโลก เมื่อท่านปลอบใจนาง เมื่อประสบกับความเจ็บปวด ความทุกข์ใจและความวุ่นวายสับสนเกิดขึ้นกับชีวิตของนางและทดแทนด้วยสิ่งเหล่านั้น นางได้รับเลือกในฐานะที่เป็นสตรีที่ดีที่สุดในโลกหนึ่งในสี่คน (ได้แก่คอดิยะฮ์ มารดาของนาง มัรยัม บุตรีอิมรอน อาซิยะฮ์ บุตรีมุซาฮิม ภรรยาของฟาโรห์และตัวฟาติมะฮ์เอง)

      ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ไม่ได้มีเจตนาที่จะเชิดชูนางอย่างผิวเผิน หรือเพียงแต่ให้คำปลอบใจ เพื่อให้สบายใจเท่านั้น แต่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) มีความจริงจังมากในเรื่องนี้ ท่านแนะนำนางให้มีความอดทนในการแบกภาระที่หนักอึ้ง และมีความรับผิดชอบในความเป็นฟาฏิมะฮ์

      การที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เรียกนางว่า เป็นสตรีที่ดีที่สุดคนหนึ่งในจำนวนสตรีที่ดีที่สุดของโลกทั้งสี่คน ท่านไม่ได้ตั้งใจที่ทำให้นางเป็นรูปบูชาสรรเสริญของบรรดาสาวกแต่อย่างใดไม่ แต่ท่านตั้งใจจงใจจะให้นางเป็นตัวอย่างหรือสัญลักษณ์หนึ่ง เพื่อให้ผู้อื่นศึกษาจากบุคลิกภาพและพฤติกรรมของนางและถือปฏิบัติตาม นี่คือความหมายของการเป็นสตรีคนหนึ่งในจำนวนสตรีทั้งหลายที่ดีที่สุดของโลก

เราสามารถศึกษาจากชีวิตของฟาฏิมะฮ์ได้อย่างไร?

       เราคงทราบถึงประวัติของฟาฏิมะฮ์ทุกแง่มุมหมดแล้ว และไม่มีความจำเป็นแต่ประการใดที่จะกล่าวซ้ำอีก ประการเดียวเท่านั้นที่จะกล่าวถึงบทเรียนที่ได้จากสตรีผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ นั่นก็คือ เมื่อเราพิจารณาเรื่องฟาดัก ในชีวิตของฟาฏิมะฮ์ เราได้รับบทเรียนที่มีวิทยปัญญา

       การที่ฟาฏิมะฮ์ยืนกรานอย่างหนักแน่น ที่จะเอาฟาดักคืนนั้น ไม่ใช่เพื่อเป็นเจ้าของครอบครองที่ดินผืนเล็กๆ ผืนเดียวนั้น การต่อสู้ของนางไม่ใช่การลดตัวเองลงไปเพียงแค่ระดับนั้น แต่การต่อสู้และความพยายามของนางทั้งหมดที่จะเอาที่ดินฟะดักกลับคืนมา ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า ระบบการปกครองที่กดขี่ที่ฉกฉวยประโยชน์ และเป็นกบฏนั้นเบี่ยงเบนออกนอกแนวทาง ตามสิทธิต่างๆ ของอิสลามแล้ว

      ฟาฏิมะฮ์ต่อสู้ในกรณีการเมืองแบบนี้ เพื่อที่จะให้สังคมได้เห็นรูปแบบการปกครองที่แท้จริง แต่ไม่ใช่การปกครองจากกฎแห่งความยุติธรรมและสิทธิของอิสลามแต่อย่างใด แม้ว่าบรรดาสาวกคนสำคัญๆ ของท่านศาสดา(ซ็อลฯ) จะพยายามแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของเขาเหล่านั้น ถูกต้องตามมาตรฐานของอิสลามก็ตาม

      ดังนั้นคุณค่าที่แท้จริงของฟาดักไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไร แต่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ เป็นแบบอย่าง เป็นเหตุผลและเป็นคำประกาศ ไม่ใช่ในฐานะคุณค่าทางเศรษฐกิจแต่มีคุณค่าต่างๆ ที่สูงสุดต่างหาก เมื่อเราเห็นความพยายามที่หนักแน่นของฟาฏิมะฮ์ที่จะเอาฟาดักคืนมา เมื่อเราเห็นว่าการต่อสู้ที่ต่อเนื่องของนาง ที่ปฏิเสธการเลือกที่ซากีฟะฮ์ว่าไม่เหมาะสม และเมื่อเราเห็นการต่อสู้ที่หนักแน่นของนางในความพยายามที่จะทวงคืนสิทธิต่างๆ ที่ถูกยกเลิกไปของท่านอะลี (อ.) คืนมา

      ดังนั้นเราก็เห็นแล้วว่าการต่อสู้ของนางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องฟาดักเท่านั้น ปัจจุบันนี้ไม่มีฟาดัก รูปแบบของการเลือกซากีฟะฮ์ และไม่มีการเผชิญหน้าแบบดังกล่าวอีกแล้ว อาจจะมีบางคนกล่าวว่า นี่เป็นเรื่องทางประวัติศาสตร์ เราไม่ควรจะมาพูดหรือโต้แย้งอะไรมากนัก

แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยังมีชีวิตอยู่ จะต้องกล่าวซ้ำและพูดให้ชัดไปเลย เท่าที่สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่การพูดถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีสอนอยู่ในโรงเรียน แต่ควรจะเป็นเรื่องหรือหัวข้อที่แต่ละคนสามารถเอาคุณค่าของมันมาได้

แล้วเหตุการณ์ฟาดักมีบทเรียนอะไร?

      เป็นบทเรียนที่เกี่ยวกับการแสดงความเป็นแม่ที่สูงค่าที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสลาม คือเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่สูงส่งของความเป็นสตรีคนหนึ่งในบ้าน ในการแต่งงาน ในความเป็นเพื่อน ในความเป็นแม่ ในการอบรมสั่งสอนลูกๆ ที่มีสามีอย่างท่านอะลี (อ.) ฝึกอบรมสั่งสอนและดูแลลูกๆ อย่างฮาซัน ฮูเซนและซัยนับ เป็นผู้หญิงที่ตลอดชีวิตของนาง ตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยแต่งงาน และจากแต่งงานไปจนถึงสิ้นสุดแห่งชีวิต

      มีความรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นบุคคลที่ยอมรับตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของสังคม เป็นคนปกป้องความถูกต้อง สนับสนุนส่งเสริมความยุติธรรมในด้านความคิด ความศรัทธาและในการเผชิญกับปัญหาการกอบโกย กดขี่ การบิดเบือน ซึ่งยังมีอยู่เสมอในสังคมของนาง นางเคยอยู่และเคยเผชิญหน้าเพื่อต่อสู้กับทุกๆ ปัญหาสังคม แม้นางรู้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการต่อสู้ครั้งนี้ก็ตาม นอกจากนี้นางยังไม่ยอมหยุดศึกษาจนถึงวันตาย

      นี่คือความหมายของการยอมรับความรับผิดชอบทางสังคมนี้ นี่เป็นบทเรียนที่เราสามารถศึกษาได้จากชีวิตของฟาฏิมะฮ์ เมื่อยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ มีอายุเพียง 10 ขวบ นางเดินไปทุกแห่งในเมืองมักกะฮ์กับท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) บิดาของนาง ไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่า เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะทำงานร่วมมือ ในสถานการณ์ทางสังคม การเมือง ที่มีแนวความคิดเฉพาะอย่างกับบิดาของนางได้

      แต่ฟาฏิมะฮ์ตระหนักด้วยตัวเองถึงความรับผิดชอบต่อจุดหมายปลายทางของการปฏิวัติอิสลาม แม้ว่าอายุเพียงแค่นั้น นางยังไม่ต้องมีความรับผิดชอบก็ตาม ดังนั้น นางจึงปรากฏตัวในทุกเหตุการณ์ จะอยู่ร่วมกับบิดา ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) เมื่อท่านเผชิญหน้าตัวคนเดียวกับบรรดาศัตรู นางยืนหยัดเคียงข้างท่านเสมอ

      เพราะนางคือฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รอ หัวหน้าของสตรีแห่งโลกทั้งหลาย...

หมายเหตุ : สรุปความจากหนังสือ "โลกอิสลามต้องการอะไรจากสตรีมุสลิม"

วีดีโอ : ถอดรหัสวะฮีย์ : สตรีตะวันตกกับความสนใจในอิสลาม ตอนที่ 2

บทความโดย : Fareed Denyingyoch

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles