^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 82 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7495278
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
6468
7241
53118
60360
7495278

09-12-2018 เวลา 23 : 40

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

ครรลองอิสลาม

ความสำคัญของคุณค่าและสถานะความสามัคคีสู่การเป็นเอกภาพ

ความสำคัญของคุณค่าและสถานะความสามัคคีสู่การเป็นเอกภาพ

        ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยว่าปัจจัยที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งในความก้าวหน้าของประชาชาติอิสลามและเคล็ดลับของชัยชนะของพวกเขาคือ ความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ด้วยกับความสามัคคีและความมีเอกภาพนี้ จะทำให้ศัตรูเกิดความหวั่นกลัวและไม่กล้าที่จะคิดรุกรานพวกเขาตลอดไป คัมภีร์อัลกุรอานได้เชิญชวนประชาติอิสลามไปสู่ความเป็นเอกภาพ และหลีกเลี่ยงจากความแตกแยกในทุกรูปแบบ 

وَاعْتَصِمُواْ بِحَبْلِ اللَّهِ جَمِيعًا وَلاَ تَفَرَّقُواْ

“และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮ์โดยพร้อมเพียงกันและจงอย่าแตกแยกกัน”

(อัลกุรอานบทอาลิอิมรอน โองการที่ 103)

       ยิ่งไปกว่านั้น อัลกุรอานถือว่าความขัดแย้ง ความแตกแยกและการเข่นฆ่าประหัตประหารกันนั้นเป็นหนึ่งในการลงโทษที่เลวร้ายที่สุด :

قُلْ هُوَ الْقَادِرُ عَلَي أَن يَبْعَثَ عَلَيْكُمْ عَذَابًا مِّن فَوْقِكُمْ أَوْمِن تَحْتِ أَرْجُلِكُمْ أَوْ يَلْبِسَكُمْ شِيَعًا وَيُذِيقَ بَعْضَكُم بَأْسَ بَعْض

“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่า พระองค์คือผู้ทรงสามารถที่จะส่งการลงโทษมายังพวกท่าน จากเบื้องบน ของพวกท่านหรือจากใต้เท้าของพวกท่าน หรือให้พวกท่านปนเปกันโดยมีหลายพวก และให้บางส่วนของพวกท่านลิ้มรส ซึ่งการรุกรานของอีกบางส่วน”

(อัลกุรอานบทอัลอันอาม โองการที่ 65)

       อิบนิอะซีร กล่าวว่า : “จุดประสงค์ของคำว่า “ชิยะอัน” ก็คือความแตกแยกในหมู่ประชาชาติอิสลาม” (อันนิฮายะฮ์ ฟี ฆอรีบิลหะดีษ, เล่มที่ 2, หน้าที่ 520)

       ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) กล่าวว่า :

مَثَلُ الْمُؤْمِنِينَ فِي تَوَادِّهِمْ وَتَرَاحُمِهِمْ وَتَعَاطُفِهِمْ مَثَلُ الْجَسَدِ؛ إِذَا اشْتَكَى مِنْهُ عُضْوٌ تَدَاعَى لَهُ سَائِرُ الْجَسَدِ بِالسَّهَرِ وَالْحُمَّى

“อุปมาบรรดาผู้ศรัทธาในความรัก ความเมตตาและความเอื้ออาทรของพวกเขาที่มีต่อกันนั้น อุปมัยได้ดั่งร่างกาย โดยที่เมื่ออวัยวะส่วนหนึ่งได้รับความเจ็บปวด อวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายของเขาต่างก็จะได้รับผลกระทบด้วยการอดหลับอดนอนและความป่วยไข้ไปด้วย”

(ซอเฮี๊ยะห์บุคคอรี , ฮะดีษที่ 6011)

ความสำคัญของเอกภาพในยุคปัจจุบัน

      สถานการณ์ปัจจุบันนี้เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ในยุคที่บรรดาศัตรูทั้งหมดได้ผนึกกำลังกันเพื่อทำลายล้างอิสลามและพวกเขาใช้ความสามารถทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งหมดเพื่อที่จะทำให้อิสลามออกไปจากเวทีระหว่างประเทศและเวที่โลก

      ทฤษฎีใหม่ของฮันติงตัน (Samuel Huntington) นักทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ของทำเนียบขาวและนักยุทธศาสตร์ชาวยิวที่มีชื่อเสียงในหนังสือ “The Clash of Civilizations” (การประทะกันระหว่างอารยธรรม) เป็นเครื่องยืนยันในเรื่องนี้

      และเช่นเดียวกันนี้ ทฤษฎีของดร. ไมเคิล แบรนท์ (Dr. Michael Brant) ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับของสำนักข่าวกรองกลางแห่งสหรัฐฯ (CIA) คนหนึ่ง ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “A Plan to Divide and Destroy the Theology” (แผนการแบ่งแยกและทำลายเทววิทยา) ว่า  : บรรดาผู้ที่มีทัศนะขัดแย้งกับชาวชีอะฮ์นั้น จงทำให้พวกเขาต่อต้านชีอะฮ์อย่างเป็นระบบและมีความเข้มแข็ง และจงแพร่กระจายความคิดที่ว่าชาวชีอะฮ์เป็นกาฟิร (ผู้ปฏิเสธศรัทธา)  และจงแยกพวกเขา (ชาวชีอะฮ์) ออกจากสังคม และจงเขียนเนื้อหาที่น่ารังเกียจต่อพวกเขา” (หนังสือพิมพ์ “ญุมฮูรีเย่ อิสลามี , ฉบับวันที่ 5/3/1383)

     ดังนั้นในยุคเช่นนี้ชาวมุสลิมมีความจำเป็นต่อเอกภาพและความสามัคคีมากกว่ายุคอื่นๆ และบางทีสังคมแห่งอิสลามมีความต้องการความร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากกว่าทุกยุคสมัย

วิลเลียม แกลดสตัน (William Ewart Gladstone)

   แกลดสตัน เป็นนักการเมืองชาวอังกฤษ (พ.ศ. 2441-2352) ผู้นำพรรคลิเบอรัลและเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษถึงสี่สมัย

     อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษผู้นี้กล่าวว่า : “ตราบเท่าที่คัมภีร์อัลกุรอานยังอยู่ในมือของชาวมุสลิม ยุโรปก็จะไม่สามารถครอบงำตะวันออกได้ และ (ยุโรป) จะไม่รู้สึกถึงความปลอดภัย” (อิสลาม อะลา มุฟตะริกุฏฏุรุก, หน้า 39)

เดวิด เบนกูเรียน (David Ben-Gurion)

      เบนกูเรียน ผู้ที่ตั้งชื่อระบอบไซออนิสต์ว่า "อิสราเอล"  เขาเป็นนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเก้าสมัย

      เขาอุทิศชีวิตให้กับลัทธิไซออนิสต์ เขาได้ทำหน้าที่บัญชาการสงครามยึดครองปาเลสไตน์ ในปี 1948 ส่วนหนึ่งจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของการเป็นนายกรัฐมนตรีของเขามีดังนี้คือ :

1.สงคราม ปี 1948 ที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของระบอบไซออนิสต์ (ประเทศอิสราเอล)

2.คลื่นแห่งการอพยพอันเป็นประวัติการณ์ของชาวยิว

3.การขยายการตั้งถิ่นฐานของชาวไซออนิสต์

4.การโจมตีอียิปต์ร่วมกันของสามประเทศ คือ ระบอบไซออนิสต์ อังกฤษและฝรั่งเศส ในปี 1956

      อดีตนายกรัฐมนตรีของระบอบไซออนิสต์ ได้กล่าวว่า : “สิ่งที่เรากลัวมากที่สุดคือการที่มุฮัมมัดใหม่จะปรากฏตัวขึ้นในโลกอาหรับ” (หนังสือพิมพ์ Al-Qafa'a al-Islami ในปี 1955 สัปดาห์ที่สอง, เดือนกุมภาพันธ์)

ความสำคัญของคุณค่าและสถานะความสามัคคีสู่การเป็นเอกภาพ

      สิ่งที่สำคัญยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด นั่นก็คือ แม้ว่าหนึ่งในหลักความเชื่อพื้นฐานของศาสนาคริสต์ คือการที่พระเยซูคริสต์ได้ถูกสังหารโดยมือของชาวยิว และด้วยเหตุนี้เองที่ตลอดช่วง 20 ศตวรรษ  ความเครียดแค้น ความเกลียดชังและความเป็นศัตรูจึงได้ปกคลุมในระหว่างพวกเขา  แต่เพื่อที่จะสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างศาสนาคริสต์และยูดายในการเผชิญหน้ากับชาวมุสลิม รัฐบาลของวาติกันได้ออกคำประกาศอย่างเป็นทางการในการยกเลิกหลักความเชื่อนี้และทำให้ชาวยิวบริสุทธิ์จากอาชญากรรมนี้

      หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งคือ ชนชาติที่เป็นยิวหรือรู้จักกันในนาม “อิสราเอล” ได้หันกลับมาใช้ประโยชน์จากพลังจิตวิญญาณและพลังทางศาสนาของพวกเขาอย่างเต็มที่ ในการปลุกเร้าประชาชาติของพวกเขาให้ตื่นจากการหลับใหล ชาวยิวทั้งหมดที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจ่ายถูกรวมให้เป็นหนึ่งเดียว โดยการรณรงค์ให้มีการฟื้นฟูภาษาแม่ของพวกเขา จนกระทั่งพวกเขาสามารถเผชิญหน้ากับประชาชาติอิสลาม โดยการอ้างกลับไปยังหลักฐานจากคัมภีร์เตารอตของพวกเขา ในขณะที่เราเผชิญหน้ากับพวกเขาโดยไม่ได้อ้างหลักฐานกลับไปยังคัมภีร์อัลกุรอานแต่อย่างใด

     จำนวนของมุสลิมมีมากแต่เป็นความมากที่มีสภาพประหนึ่งฟองน้ำที่อยู่เหนือน้ำ ดังฮะดีษ(วจนะ) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ที่ว่า “มากเหมือนดั่งฟองน้ำ”

     ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ประชากรมุสลิมจำนวนหนึ่งพันล้านประหนึ่งฟองน้ำที่มีอยู่จำนวนมากมาย แต่มันจะแตกสลายทันทีเมื่อถูกลมพัด จึงพ่ายแพ้แก่เงื้อมมือของชาวยิว อิสราเอลที่ถูกสาปแช่ง ซึ่งมีประชากรแค่เพียง 3 ล้านคนเท่านั้น

    สิ่งเดียวที่เราจำเป็นต้องกระทำโดยรีบเร่ง คือการสร้างสังคมสันติภาพให้เป็นเอกภาพ เป็นอุมมะฮ์ (ประชาชาติ) เดียวกันให้ได้ ซึ่งคือต้นกำเนิดของความสามัคคีและความจำเริญ หากเรารวมกันได้ มีความปรองดองและยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ซบ.) หากเราทำให้สังคมของเรามีแต่ความแตกแยกตามการชี้นำของตะวันตก ตามการยุยงของมหาอำนาจ ในที่สุดเราก็จะเป็นเหยื่อของความสูญเสียที่ไม่มีวันจบสิ้น

     กล่าวโดยสรุปก็คือ ประชาชาติอิสลามลืมอัลลอฮ์ (ซบ.) อัลลอฮ์จึงทรงทำให้พวกเขาหลงลืมตัวเอง ดังที่อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงตรัสว่า

وَلَا تَكُونُوا كَالَّذِينَ نَسُوا اللَّـهَ فَأَنسَاهُمْ أَنفُسَهُمْ ۚ أُولَـٰئِكَ هُمُ الْفَاسِقُونَ

“และพวกเจ้าอย่าได้เป็นเช่นบรรดาจำพวกที่ลืมอัลลอฮ์ แล้วอัลลอฮ์ก็ทำให้พวกเขาลืมตัวเอง”

(อัลกุรอานบทอัลฮัชร์ โองการที่ 19)

ความสำคัญของคุณค่าและสถานะความสามัคคีสู่การเป็นเอกภาพ  

      อิสลามคือศาสนาที่ยอมรับความหลากหลาย และถือว่าเป็นดอกไม้หลากสีที่มีความสวยงาม ในนามของพระเจ้าและการเผยแพร่อิสลาม ศาสดาได้รวบรวมเผ่าพันธุ์ต่างๆ ทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียว ในบรรยากาศอันเดียวกัน สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมือนกัน ปฏิบัติกิจกรรมอันเดียวกัน เห็นได้ชัดในพิธีกรรมทางศาสนาหรือที่เรียกว่า “การประกอบพิธีฮัจญ์” ที่นครมักกะฮ์ อิสลามจึงมีต้นทุนและเครื่องมือในการสร้างความเป็นหนึ่งที่สามารถปฏิบัติได้จริงภายใต้ปรัชญาคำสอน “อุมมะเตาวาฮิดะฮ์” (ประชาชาติหนึ่งเดียว) เพราะอิสลามคือศาสนาที่เสริมสร้างไม่ใช่การทำลาย ไม่ใช่การแตกกระจาย การมุ่งมั่นทำความดีไม่ใช่แข่งขันกันทำความชั่วบนหน้าแผ่นดิน

      การฉวยโอกาสของตะวันตกจากการเกิดโศกนาฏกรรม 9/11 ดูเหมือนว่าความพยายามที่จะทำให้อิสลามเป็นศาสนาแห่งความหวาดกลัว และการหลั่งเลือดกลายเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏตัวของกองกำลังติดอาวุธที่ใช้วาทกรรม “การญิฮาด” ที่ได้สร้างภาพอันมัวหมองต่ออิสลาม ภาพความรุนแรงที่เผยแพร่ทั่วไปตามโลกอ่อนไลน์ ได้ทำให้สังคมโลกเข้าใจผิดว่าอิสลามคือการเชือดคอ เข่นฆ่าและตัดสินคดีด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมเท่านั้น ทั้งๆ ที่การกระทำในลักษณะนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับอิสลาม


ศูนย์สารสนเทศอิสลาม สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles