^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 84 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7172773
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
3773
7469
31869
120250
7172773

18-10-2018 เวลา 12 : 19

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

ครรลองอิสลาม

เผ่าพันธุ์อิสราเอลในอดีต กับ อิสราเอลในวันนี้

เผ่าพันธุ์อิสราเอลในอดีต กับ อิสราเอลในวันนี้

       คำว่า "อิสราเอล" เป็นชื่อของศาสดายะอ์กูบ (อ.) หรือ “จาค็อบ” ซึ่งประกอบมาจากคำสองคำคือ คำว่า "อิสร์" (اسر) และคำว่า "เอล" (ئیل) สำหรับคำว่า "อิสร์" นั้นมีหมายความว่า “บ่าว” และ "เอล" หมายถึง “พระเจ้า” ดังนั้นคำว่า “อิสราเอล” ในทางภาษาศาสตร์จึงหมายถึง “บ่าวของพระเจ้า” [1]

       ท่านศาสดายะอ์กูบ (อ.) มีบุตรชายทั้งหมดสิบสองคน และ “บนีอิสรออีล” (เผ่าพันธุ์อิสราเอล) ได้สืบเชื้อสายมาจากบุคคลเหล่านี้ ความอธรรมและการกดขี่ของพวกเขาได้เริ่มต้นขึ้นนับจากการวางแผนของพวกเขาที่จะฆ่าน้องชายของพวกเขาเอง คือท่านศาสดายูซุฟ (อ.) หรือโจเซฟ ดังที่คัมภีร์อัลกุรอานได้เล่าถึงเรื่องนี้ว่า :

إِذْ قَالُوا لَيُوسُفُ وَأَخُوهُ أَحَبُّ إِلَىٰ أَبِينَا مِنَّا وَنَحْنُ عُصْبَةٌ إِنَّ أَبَانَا لَفِي ضَلَالٍ مُّبِينٍ

"จงรำลึกขณะที่พวกเขากล่าวว่า แน่นอนยูซุฟและน้องของเขา (บุนยามีน) เป็นที่รักต่อบิดาของเรา ยิ่งกว่าพวกเรา ทั้งๆ ที่พวกเรามีจำนวนมาก แท้จริงพ่อของเราอยู่ในความหลงผิดที่ชัดเจน"

       พวกเขาได้กล่าวต่อไปอีกว่า :

اقْتُلُوا يُوسُفَ أَوِ اطْرَحُوهُ أَرْضًا يَخْلُ لَكُمْ وَجْهُ أَبِيكُمْ وَتَكُونُوا مِن بَعْدِهِ قَوْمًا صَالِحِينَ

“พวกท่านจงฆ่ายูซุฟเถิด หรือเอาเขาไปทิ้งในดินแดนแห่งหนึ่ง เพื่อที่ใบหน้าของบิดาของพวกท่านจะได้หันมาเหลียวแลพวกท่านบ้าง แล้วหลังจากนั้นพวกท่านก็จะเป็นกลุ่มชนที่ประพฤติดี (ด้วยการกลับเนื้อกลับตัว)[2]

      ความอธรรมและการกดขี่ของหมู่ชนเหล่านี้ได้ดำเนินสืบมาจวบจนถึงยุคสมัยของท่านศาสดามูซา (อ.) หรือโมเสส จนถึงสมัยของศาสดาอื่นๆ หลังจากท่าน ทำนองเดียวกันนี้ในยุคสมัยของท่านมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และจวบจนถึงปัจจุบันที่กลุ่มชนจำนวนมากจากพวกเขาภายใต้ชื่อว่า "อิสราเอล" ได้ทำการกดขี่และก่อความอธรรมต่อชาวมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวมุสลิมในปาเลสไตน์ ประวัติศาสตร์ของชนกลุ่มนี้ (ซึ่งจะนำเสนอโดยสังเขป) จะชี้ให้เห็นว่า ส่วนใหญ่ของพวกเขายังห่างไกลต่อความเป็นมนุษย์ และความห่างไกลนี้ยังคงขยายตัวมากยิ่งขึ้นในทุกวัน

  ในเนื้อหาต่อไปนี้เราจะมาเปรียบเทียบระหว่างเผ่าพันธุ์อิสราเอล (บนีอิสรออีล) ในยุคของบรรดาศาสดาในอดีตกับอิสราเอลในยุคปัจจุบัน แล้วเราจะได้เห็นว่าชาวอิสราเอลในปัจจุบันนี้ก็ยังคงสืบสานแนวทางและพฤติกรรมของเผ่าพันธุ์อิสราเอลในยุคอดีตนั่นเอง

เผ่าพันธุ์อิสราเอลในอดีต

     ในคัมภีร์อัลกุรอานมีโองการจำนวนมากมายที่ได้กล่าวถึงเรื่องราวของเผ่าพันธุ์อิสราเอล (หรือบนีอิสรออีล) ได้เล่าถึงการฝ่าฝืนและการละเมิดคำสั่งของพระเจ้าของพวกเขา ประเด็นดังกล่าวนี้ยังถูกอธิบายไว้ในริวายะฮ์ (คำรายงาน) ต่างๆ ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และอะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) อีกด้วย ซึ่งจะขอชี้ให้เห็นเพียงบางส่วนในที่นี้

  1. การสังหารบรรดาศาสดาของพระเจ้าและบุคคลอื่นๆ

เผ่าพันธุ์อิสราเอลในยุคอดีต พวกเขาจะสังหารบรรดาศาสดาและมนุษย์คนอื่นๆ อย่างง่ายดายและเลือดเย็น และราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในริวายะฮ์ (คำรายงาน) บทหนึ่งจากท่านอิมามฮุเซน (อ.) ซึ่งท่านได้กล่าวกับชายคนหนึ่งว่า

أ مَا تَعْلَمُ أَنَّ بَنِی إِسْرَائِیلَ كَانُوا یَقْتُلُونَ مَا بَیْنَ طُلُوعِ الْفَجْرِ إِلَى طُلُوعِ الشَّمْسِ سَبْعِینَ نَبِیّاً ثُمَّ یَجْلِسُونَ فِی أَسْوَاقِهِمْ یَبِیعُونَ وَ یَشْتَرُونَ كَأَنْ لَمْ یَصْنَعُوا شَیْئاً

“เจ้าไม่รู้หรือว่าบนีอิสรออีล (เผ่าพันธุ์อิสราเอล) นั้น พวกเขาเคยสังหารบรรดาศาสดาถึง 70 คน ในระหว่างรุ่งอรุณจนถึงดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วจากนั้นพวกเขาก็ไปนั่งในตลาดของพวกเขา และทำการซื้อขาย ประหนึ่งว่าพวกเขาไม่ได้ก่ออาชญากรรมใดๆ เลย” [3]

        และในคัมภีร์อัลกุรอานก็มีหลายโองการเช่นเดียวกัน ที่ได้ชี้ถึงเรื่องราวของการสัหงารและการหลั่งเลือดบรรดาศาสดาโดยเผ่าพันธุ์อิสราเอล ตัวอย่างเช่น พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสกับเผ่าพันธุ์อิสราเอลว่า

وَإِذْ قُلْتُمْ يَا مُوسَىٰ لَن نَّصْبِرَ عَلَىٰ طَعَامٍ وَاحِدٍ فَادْعُ لَنَا رَبَّكَ يُخْرِجْ لَنَا مِمَّا تُنبِتُ الْأَرْضُ مِن بَقْلِهَا وَقِثَّائِهَا وَفُومِهَا وَعَدَسِهَا وَبَصَلِهَا قَالَ أَتَسْتَبْدِلُونَ الَّذِي هُوَ أَدْنَىٰ بِالَّذِي هُوَ خَيْرٌ اهْبِطُوا مِصْرًا فَإِنَّ لَكُم مَّا سَأَلْتُمْ وَضُرِبَتْ عَلَيْهِمُ الذِّلَّةُ وَالْمَسْكَنَةُ وَبَاءُوا بِغَضَبٍ مِّنَ اللَّهِ ذَٰلِكَ بِأَنَّهُمْ كَانُوا يَكْفُرُونَ بِآيَاتِ اللَّهِ وَيَقْتُلُونَ النَّبِيِّينَ بِغَيْرِ الْحَقِّ ذَٰلِكَ بِمَا عَصَوا وَّكَانُوا يَعْتَدُونَ

"และจงรำลึกเมื่อครั้งที่พวกเจ้ากล่าวว่า โอ้มูซาเอ๋ย! พวกเราไม่อาจที่จะอดทนต่ออาหารชนิดเดียวอีกต่อไปได้แล้ว ดังนั้นจงวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของท่านแก่เราเถิด ขอให้พระองค์ทรงประทานผลิตผลแก่เราออกมาจากสิ่งที่แผ่นดินได้ทำให้งอกเงยขึ้น อันได้แก่ พืชผัก แตงกวา กระเทียม ถั่วและหัวหอม เขา (มูซา) ได้กล่าวว่า พวกท่านจะขอเปลี่ยนเอาสิ่งที่เลวกว่า มาแทนสิ่งที่ดีกว่ากระนั้นหรือ (แต่เมื่อพวกเขายืนกรานเช่นนั้น พระเจ้าจึงทรงตรัสผ่านมูซาว่า) พวกเจ้าจงลงไป (พำนัก) อยู่ในเมืองหนึ่ง (ที่อุมสมบูรณ์) เถิด แล้วสิ่งที่พวกเจ้าขอก็จะเป็นของพวกเจ้า แล้ว (ต่อมา) ความอัปยศและความขัดสนก็ถูกกระหน่ำลงบนพวกเขา และพวกเขาได้กลับคืนมาด้วยความกริ้วโกรธจากอัลลอฮ์ นั่นก็เพราะว่าพวกเขาได้ปฏิเสธโองการต่างๆ ของอัลลอฮ์ และได้สังหารบรรดาศาสดา (จำนวนถึง 70 คน) โดยไร้ความชอบธรรม นั่นก็เนื่องมาจากการฝ่าฝืนของพวกเขา และพวกเขาได้ก่อการละเมิด" [4]

  1. การละเมิดคำมั่นสัญญา

        ในโองการจำนวนมากของคัมภีร์อัลกุรอาน ได้กล่าวถึงการบิดพลิ้วคำมั่นสัญญาต่างๆ ของเผ่าพันธุ์อิสราเอลที่พวกเขาได้ให้ไว้กับพระเจ้า ตัวอย่างเช่น คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวว่า

وَإِذْ أَخَذْنَا مِيثَاقَ بَنِي إِسْرَائِيلَ لَا تَعْبُدُونَ إِلَّا اللَّهَ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَانًا وَذِي الْقُرْبَىٰ وَالْيَتَامَىٰ وَالْمَسَاكِينِ وَقُولُوا لِلنَّاسِ حُسْنًا وَأَقِيمُوا الصَّلَاةَ وَآتُوا الزَّكَاةَ ثُمَّ تَوَلَّيْتُمْ إِلَّا قَلِيلًا مِّنكُمْ وَأَنتُم مُّعْرِضُونَ

"และจงรำลึกถึงเมื่อครั้งที่เราได้เอาคำมั่นสัญญาจากวงศ์วานอิสรออีลว่า พวกเจ้าจะต้องไม่เคารพสักการะสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และจงทำดีต่อบิดามารดา เครือญาติที่ใกล้ชิด เด็กกำพร้าและผู้ขัดสน และจงพูดจาแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยคำพูดที่ดีงาม และจงดำรงการนมาซ และจงจ่ายซะกาต แต่แล้วพวกเจ้าก็ผินหลังให้ นอกจากจำนวนเล็กน้อยในหมู่พวกเจ้าเพียงเท่านั้น และ (ปัจจุบัน) พวกเจ้าก็ยังคงผินหลังให้ (เช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพวกเจ้าในยุคอดีต)" [5]

         แต่มีเพียงส่วนน้อยของพวกเขาเท่านั้นที่ยึดมั่นและปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา [6]

  1. การขับไล่ผู้อื่นออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา

       อีกตัวอย่างหนึ่งจากการละเมิดฝ่าฝืนของเผ่าพันธุ์อิสราเอล คือการขับไล่ผู้อื่นออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา โดยที่พวกเขาจะฆ่าสังหารบุคคลบางส่วน และทำให้บุคคลอีกบางส่วนระเหเร่ร่อนออกไปจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง พวกเขาจะร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการกดขี่และการกระทำบาปดังกล่าวนี้ [7]

  1. การก่อความเสียหายในหน้าแผ่นดินและความฟุ่มเฟือย

       ความฟุ่มเฟือย (อิสร๊อฟ) หมายถึง การละเมิดขอบเขตในทุกการกระทำที่มนุษย์จะกระทำมัน [8] การก่อความเสียหายในหน้าแผ่นดินและความฟุ่มเฟือยนี้ เป็นส่วนหนึ่งจากพฤติกรรมและการกระทำส่วนมากของเผ่าพันธุ์อิสราเอล [9]

  1. ความหลงตนเอง

        พวกเขาคือหมู่ชนที่เรียกตนเองว่า เป็นบุตรของพระเจ้า และดีกว่าผู้อื่น และคิดว่าเผ่าพันธุ์ของตนมีความเหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ และประชาชนอื่นๆ ไม่มีคุณค่าใดๆ ในสายตาของพวกเขา คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า

وَقَالُوا لَن يَدْخُلَ الْجَنَّةَ إِلَّا مَن كَانَ هُودًا أَوْ نَصَارَىٰ تِلْكَ أَمَانِيُّهُمْ قُلْ هَاتُوا بُرْهَانَكُمْ إِن كُنتُمْ صَادِقِينَ

“และพวกเขากล่าวว่า จะไม่มีใครเข้าสวรรค์เลย นอกจากผู้ที่เป็นยิวหรือเป็นคริสเตียนเท่านั้น นั่นคือความเพ้อฝันของพวกเขา จงกล่าวเถิด (มูฮัมมัด) ว่า พวกท่านจงนำหลักฐานของพวกท่านมา ถ้าพวกท่านเป็นผู้พูดจริง” [10]

        ตัวอย่างอีกโองการหนึ่ง ได้กล่าวว่า

وَقَالَتِ الْيَهُودُ وَالنَّصَارَىٰ نَحْنُ أَبْنَاءُ اللَّهِ وَأَحِبَّاؤُهُ قُلْ فَلِمَ يُعَذِّبُكُم بِذُنُوبِكُم بَلْ أَنتُم بَشَرٌ مِّمَّنْ خَلَقَ يَغْفِرُ لِمَن يَشَاءُ وَيُعَذِّبُ مَن يَشَاءُ وَلِلَّهِ مُلْكُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ وَمَا بَيْنَهُمَا وَإِلَيْهِ الْمَصِيرُ

“และบรรดาชาวยิวและชาวคริสต์ได้กล่าวว่า พวกเราคือบุตรของอัลลอฮ์ และเป็นที่รักใคร่ของพระองค์ จงกล่าวเถิด (มุฮัดมัด) แล้วไฉนเล่าพระองค์จึงทรงลงโทษพวกท่าน เนื่องด้วยความผิดทั้งหลายของพวกท่าน ทว่าพวกท่านก็คือมนุษย์ที่พระองค์ทรงบังเกิดขึ้นมา พระองค์จะทรงอภัยโทษแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอำนาจแห่งชั้นฟ้าหลายและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสองนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น และยังพระองค์นั้นคือการกลับไป” [11]

  1. ความเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม

         ในคัมภีร์อัลกุรอาน พวกเขาได้ถูกแนะนำในฐานะศัตรูตัวฉกาจที่สุดของอิสลามและชาวมุสลิม โดยที่พระผู้เป็นเจ้า ทรงตรัสว่า

لَتَجِدَنَّ أَشَدَّ النَّاسِ عَدَاوَةً لِّلَّذِينَ آمَنُوا الْيَهُودَ وَالَّذِينَ أَشْرَكُوا

“แน่นอนเจ้าจะพบว่า หมู่ชนที่มีความเป็นศัตรูอย่างร้ายกาจต่อบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้นคือชาวยิว และบรรดาผู้ที่ตั้งสิ่งอื่นเป็นภาคี (ต่ออัลลอฮ์) [12]

  1. เป็นผู้ที่โลภหลงและผูกพันต่อชีวิตทางโลกนี้มากที่สุด

         พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่ง ได้ทรงแนะนำต่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ว่า เผ่าพันธุ์อิสราเอลนั้นเป็นมนุษย์ที่ละโมบโลภหลงต่อการรวบรวมสะสมทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่งมากที่สุด และเป็นผู้ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นพันๆ ปี โดยที่พระองค์ทรงตรัสว่า

وَلَتَجِدَنَّهُمْ أَحْرَصَ النَّاسِ عَلَىٰ حَيَاةٍ وَمِنَ الَّذِينَ أَشْرَكُوا يَوَدُّ أَحَدُهُمْ لَوْ يُعَمَّرُ أَلْفَ سَنَةٍ وَمَا هُوَ بِمُزَحْزِحِهِ مِنَ الْعَذَابِ أَن يُعَمَّرَ وَاللَّهُ بَصِيرٌ بِمَا يَعْمَلُونَ

“และแน่นอนยิ่งเจ้าจะพบว่า พวกเขาเป็นหมู่ชนที่มีความโลภหลงต่อการมีชีวิตอยู่มากที่สุด และมากยิ่งกว่าบรรดาผู้ที่ตั้งสิ่งอื่นเป็นภาคี (ต่ออัลลอฮ์) เสียอีก แต่ละคนจากพวกเขานั้นต่างรู้สึกชอบ หากว่าเขาจะถูกทำให้มีอายุยืนยาวถึงพันปี และมันจะไม่ทำให้เขาห่างไกลจากการลงโทษไปได้ ในการที่เขาจะถูกทำให้มีอายุยืนนาน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเห็นในสิ่งที่เขาเหล่านั้นกระทำ” [13]

อิสราเอลในวันนี้ :

          ในปัจจุบันทายาทของเผ่าพันธุ์อิสราเอลที่มีชื่อว่า "อิสราเอล" และ "ชาวไซออนิสต์" ก็มีลักษณะทั้งหมดตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้น เนื่องจากพวกเขาไม่รู้สึกยินดียินร้ายและแยแสใดๆ กับการที่พวกเขาได้ฆ่าสังหารผู้อื่น [14] และการละเมิดสนธิสัญญาต่างๆ ของพวกเขา [15] นอกจากนี้พวกเขายังขับไล่ผู้อื่นออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา [16] ประเทศอิสราเอล (ดินแดนที่ยึดครองจากชาวปาเลสไตน์) ของพวกเขาในปัจจุบันนี้ก็ศูนย์กลางของความชั่วร้าย การก่อความเสียหายในหน้าแผ่นดินและความเสื่อมทรามของโลก [17] พวกเขาถือว่าตนเองเป็นเผ่าพันธุ์ที่ประเสริฐเหนือกว่าชาวโลกทั้งหลาย [18] พวกเขาคือศัตรูที่ฉกาจที่สุดต่ออิสลามและชาวมุสลิม [19] และเครื่องหมายที่บ่งชี้ถึงความโลภหลงที่รุนแรงของพวกเขาที่มีต่อชีวิตทางโลกนี้ ที่สามารถรับรู้ได้จากการกระทำของพวกเขาที่เหยียบย่ำและละเมิดสิทธิของมนุษย์คนอื่นๆ และการทำลายล้างผู้อื่นเพื่อชีวิตของตัวเอง

การแสดงความเสียใจและการแสดงความมุ่งหวัง :

       สิ่งที่เป็นความน่าเศร้าใจก็คือว่า องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเป้าหมายหลักของการก่อตั้งมันขึ้นมา ก็เพื่อการรักษาสันติภาพและความมั่นคงสงบสุขของนานาประเทศและของโลก [20] แต่กลับนิ่งเงียบต่ออาชญากรรมต่างๆ ของพวกไซออนิสต์ [21]

       แต่ก็คาดหวังว่าประชาชนทั่วทุกมุมโลกกำลังจะตื่นตัว การประท้วงต่อต้านอาชญากรรมต่างๆ ของอิสราเอล [22] และการตื่นตัวนี้ก็กำลังอยู่ในสภาพของการขยายตัวอย่างกว้างขวาง และอินชาอัลลอฮ์ (หากพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์) สภาพการณ์เช่นนี้จะคงดำเนินต่อไปจวบจนถึงการพินาศของอิสราเอล เพราะเนื่องจากท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) ได้กล่าวไว้ว่า "อิสราเอลไม่สามารถที่จะเป็นคนได้ [23] นับประสาอะไรที่จะเป็นมนุษย์”

เชิงอรรถ :

[1] ตัฟซีร นูร, เล่มที่ 1, หน้าที่ 99

[2] อัลกุรอานบทยูซุฟ โองการที่ 9

[3] บิฮารุ้ลอันวาร, เล่มที่ 44, หน้าที่ 365

[4] อัลกุรอานบทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 61 และดูเพิ่มเติมได้จากบทเดียวกัน โองการที่ 85 และ 87 และบทอันนิซาอ์ โองการที่ 155 และบทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 70

[5] อัลกุรอานบทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 63, 83,84 และ 93 บทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 12

[6] อัลกุรอานบทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 83

[7] อัลกุรอานบทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 85

[8] อัลมุฟรอด๊าต, หน้าที่ 407

[9] อัลกุรอานบทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 32 ; อัลกุรอานบทอัลอิสรออ์ โองการที่ 4

[10] อัลกุรอานบทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 111

[11] อัลกุรอานบทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 18 และดูเพิ่มเติมจาก อัลกุรอานบทอัลญุมุอะฮ์โองการที่ 6

[12] อัลกุรอานบทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 82

[13] อัลกุรอานบทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 96

[14] เฉพาะในการโจมตีฉนวนกาซาครั้งล่าสุด ตามข่าวเด็กจำนวน 469 คน ได้ถูกฆ่าตาย

http://fa.alalam.ir/news/1625155

[15] http://www.tasnimnews.com/Home/Single/469603

[16] http://fa.alalam.ir/news/1573398

[17] http://www.ammarname.ir/node/8170

[18] http://www.rasekhoon.net/article/print/750796

[19] http://fa.alalam.ir/news/1625277

[20] http://pajuhesh.irc.ir/product/book/show/id/772/indexId/117295

[21] http://www.iribnews.ir/NewsBody.aspx?ID=54387

[22] http://www.iribnews.ir/NewsBody.aspx?ID=54387

[23] http://farsi.rouhollah.ir/library/sahifeh?volume=19&tid=46#rouhollah-sahifeh-19-95-2

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles