^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 178 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7508310
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
6488
6450
19500
73392
7508310

11-12-2018 เวลา 20 : 15

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

ศาสนบัญญัติ

กลุ่มชนที่หัวใจมืดบอดในทัศนะของอัลกุรอาน

      อัลกุรอานหลายโองการได้จำแนกกลุ่มชนออกเป็นกลุ่มก้อน ตามความเชื่อศรัทธา และพฤติกรรมของพวกเขา ซึ่งในการจัดแบ่งกลุ่มชนเหล่านี้อัลกุรอานยังกล่าวถึงผลลัพธ์และสิ่งที่กลุ่มชนเหล่านั้นจะได้รับอีกต่างหาก

      หลังจากนั้นพระองค์จะทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่าชนแต่ละกลุ่มบั้นปลายสุดท้ายของพวกเขาจะเป็นอย่างไร เพื่อให้มนุษย์ได้คิดใคร่ครวญก่อนที่จะจัดเตรียมตนสำหรับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตรงนี้อัลกุรอาน กล่าวถึงกลุ่มชนที่มีหัวใจมืดบอดและไร้ศรัทธาไว้ดังนี้ว่า

وَإِن يُكَذِّبُوكَ فَقَدْ كَذَّبَتْ قَبْلَهُمْ قَوْمُ نُوحٍ وَعَادٌ وَثَمُودُ

وَقَوْمُ إِبْرَاهِيمَ وَقَوْمُ لُوطٍ

وَأَصْحَابُ مَدْيَنَ وَكُذِّبَ مُوسَى فَأَمْلَيْتُ لِلْكَافِرِينَ ثُمَّ أَخَذْتُهُمْ فَكَيْفَ كَانَ نَكِيرِ

فَكَأَيِّن مِّن قَرْيَةٍ أَهْلَكْنَاهَا وَهِيَ ظَالِمَةٌ فَهِيَ خَاوِيَةٌ عَلَى عُرُوشِهَا وَبِئْرٍ مُّعَطَّلَةٍ وَقَصْرٍ مَّشِيدٍ

أَفَلَمْ يَسِيرُوا فِي الأَرْضِ فَتَكُونَ لَهُمْ قُلُوبٌ يَعْقِلُونَ بِهَا أَوْ آذَانٌ يَسْمَعُونَ بِهَا فَإِنَّهَا لا تَعْمَى الأَبْصَارُ وَلَكِن تَعْمَى الْقُلُوبُ الَّتِي فِي الصُّدُورِ

وَيَسْتَعْجِلُونَكَ بِالْعَذَابِ وَلَن يُخْلِفَ اللَّهُ وَعْدَهُ وَإِنَّ يَوْمًا عِندَ رَبِّكَ كَأَلْفِ سَنَةٍ مِّمَّا تَعُدُّونَ

وَكَأَيِّن مِّن قَرْيَةٍ أَمْلَيْتُ لَهَا وَهِيَ ظَالِمَةٌ ثُمَّ أَخَذْتُهَا وَإِلَيَّ الْمَصِيرُ

“และถ้าพวกเขาว่าเจ้ามุสา (ก็หาใช่สิ่งแปลกใหม่แต่อย่างใด) หมู่ชนของนูฮฺ และอาด และษะมูด ก็ได้ว่า (ศาสดาของตน) มุสามาก่อนหน้าพวกเขาแล้ว และหมู่ชนของอิบรอฮีม และหมู่ชนของลูฏ (ก็ได้กล่าวทำนองเดียวกัน) และชาวมัดยัน (ก็ได้ประพฤติทำนองนั้น) และมูซาก็ได้ถูกว่ามุสา (โดยฟิรอูนและพวกพ้องด้วยเช่นกัน) แต่ฉันได้ประวิงเวลาให้แก่พวกปฏิเสธ แล้วฉันได้คร่าพวกเขา (สู่การลงโทษ) ดังนั้น (เจ้าได้เห็นแล้วใช่ไหมว่า) ฉันได้ปฏิเสธการงานของพวกเขาอย่างรุนแรงเช่นไร? (และได้ตอบโต้พวกเขาอย่างไร?) ตั้งกี่เมืองแล้วที่เราได้ทำลายมันขณะที่ชาวเมืองอธรรม โดยที่ (กำแพงของ) มันพังลงมาบนหลังคา และตั้งกี่บ่อน้ำที่ถูกทอดทิ้ง และวังสูงอันมั่นคง (ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย) และพวกเขามิได้ท่องเที่ยวตามแผ่นดินดอกหรือ เพื่อจะได้มีหัวใจที่เข้าใจ (ความจริง) หรือมีหูที่ใช้สดับฟัง (เสียงเรียกร้องแห่งสัจธรรม) ? เพราะดวงตานั้นไม่บอดดอก แต่ว่า หัวใจที่อยู่ในหัวอกต่างหากที่บอด (ความหมายหนึ่งของ "หัวใจ" คือปัญญา และความหมายหนึ่งของ "หัวอก" คืออาตมันของมนุษย์) และพวกเขารบเร้าเจ้าให้เร่งในเรื่องการลงโทษ ขณะที่อัลลอฮ์จะไม่ทรงผิดสัญญาของพระองค์เป็นอันขาด และแท้จริง วันหนึ่ง ณ พระผู้อภิบาลของเจ้านั้นราวกับหนึ่งพันปีตามที่พวกเจ้านับ ตั้งกี่เมืองแล้วที่ฉันได้ประวิงเวลาให้แก่มัน ขณะที่ (ชาวเมืองของ) มันอธรรม (แต่พวกเขาก็ไม่ปรับปรุงแก้ไขตนเอง) แล้วฉันได้คร่ามัน (สู่การลงโทษ) และยังฉันเท่านั้นคือการกลับของทุกสิ่ง”

(อัลกุรอานบทฮัจญ์ โองการที่ 42– 48)

และบั้นปลายที่เป็นอุทาหรณ์ของพวกเขา

     อัลกุรอานโองการต่างๆ ได้กล่าวถึงการถูกกดขี่ของศรัทธาชนและการกดขี่บีฑาของผู้ต่อต้านอิสลาม ในกลุ่มโองการนี้ อัลกุรอานได้เตือนความทรงจำให้รำลึกถึงชะตากรรมของหมู่ชนต่างๆ ในอดีต เพื่อปลอบใจท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อล ฯ) และบรรดาศรัทธาชนว่า การต่อต้าน การเป็นปฏิปักษ์ และการปฏิเสธของศัตรูตัวฉกาจของอิสลามนั้น ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด หมู่ชนผู้ดื้อรั้นในอดีตก็ได้ปฏิบัติเช่นเดียวกันนี้ และบรรดาศาสดาท่านก่อนๆ ก็ถูกกลั่นแกล้งและถูกกล่าวหาว่ามุสามาแล้วเช่นกัน แต่ทว่า การเป็นปฏิปักษ์และการปฏิเสธดังกล่าว ไม่ทำให้พวกเขาท้อถอยในการเรียกร้องเชิญชวนผู้คนไปสู่เอกภาพของอัลลอฮ์และสัจธรรม

     ในขณะเดียวกันอัลกุรอานประสงค์ที่จะเตือนสำทับผู้ต่อต้านและผู้ตั้งภาคีทั้งหลายว่า จงถือเอาชะตากรรมของหมู่ชนผู้ดื้อรั้นในอดีตเป็นบทเรียน และอย่าได้คิดไปว่าจะสามารถแสดงพฤติกรรมที่น่าอดสูนี้ได้ตลอดไป เพราะกฎข้อหนึ่งของอัลลอฮ์ได้แก่การที่พระองค์ทรงประวิงการลงโทษแก่ผู้ต่อต้านแนวทางของพระองค์ และทรงทำให้พวกเขามีความสุขสบาย เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ไม่มีข้ออ้างใดๆ ในภายหลัง อีกทั้งพวกเขาจะได้ประสบกับชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งขึ้นเนื่องจากการก่อกรรมชั่วมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว หลังจากนั้น พระองค์จะทรงลงทัณฑ์พวกเขาอย่างสาสม โดยที่เฉพาะร่องรอยความหายนะและซากปรักหักพังเท่านั้นที่จะหลงเหลืออยู่เป็นอนุสติ

     ใช่แล้ว ซากปรักหักพังของปราสาทราชวังของบรรดาผู้กดขี่และผู้อหังการในอดีต ล้วนเป็นหน้าหนังสือที่เต็มไปด้วยความหมายและมีชีวิตที่คอยเล่าเรื่องราวที่เป็นอุทาหรณ์ในอดีตแก่มนุษย์ การได้เห็นและใคร่ครวญร่องรอยเหล่านี้ จะทำให้มนุษย์หวนรำลึกถึงการซ้ำรอยของประวัติศาสตร์ หัวใจของเขาจะตื่นจากความหลับใหล และดวงตาและหูของเขาจะมองเห็นและได้ยินสัจธรรม แต่ทว่า ร่องรอยทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่มีผลใดๆ ต่อหัวใจอันมืดบอดของบรรดาผู้ต่อต้านคัดค้านอิสลามเลยแม้แต่น้อย

     อีกโฉมหน้าหนึ่งของความเขลาเบาปัญญาของผู้มีใจมืดบอดที่ไร้ศรัทธา ได้แก่การนำเอาความล่าช้าในการลงโทษของอัลลอฮ์มาเยาะเย้ยถากถางว่า คำสัญญาของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อล ฯ) เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเท็จ อัลกุรอานได้ตอบพวกเขาว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่อัลลอฮ์ต้องทรงเร่งรีบ เพราะคราใดที่พระองค์ทรงประสงค์ ก็ทรงสามารถทำในสิ่งที่ทรงสัญญาไว้ได้ และไม่ว่าช่วงเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งวันหรือระยะเวลาอันยาวนานเป็นพันปี ก็ไม่มีความแตกต่างกันสำหรับพระองค์ อีกทั้ง ทุกสรรพสิ่งต้องหวนกลับไปยังพระองค์ทั้งสิ้น หากพระองค์ทรงประวิงเวลา ก็ถือว่าเป็นโอกาสในการสำนึกและกลับตัวกลับใจ แต่พวกเขาต้องตระหนักไว้เสมอว่า หากการลงโทษอุบัติขึ้นเมื่อใด ประตูแห่งการสำนึกผิดและทางรอดย่อมถูกปิดตายเมื่อนั้น ดังที่หมู่ชนในอดีตได้ประสบกับการลงโทษของอัลลอฮ์อันเนื่องมาจากพฤติกรรมที่น่าอดสูดังกล่าวนี้มาแล้ว ซึ่งแม้ว่าพวกเขาจะร้องขอความช่วยเหลือสักเพียงใดก็ตาม มันก็ไม่อาจช่วยอะไรพวกเขาได้เลย

     อนึ่ง โองการสุดท้ายข้างต้น มีการเปลี่ยนสรรพนามแทนอัลลอฮ์จากบุรุษที่สามเป็นบุรุษที่หนึ่งที่เป็นเอกพจน์ ซึ่งในเชิงของสำนวนโวหารให้ความหมายว่า อัลลอฮ์ที่จะเตือนสำทับผู้ต่อต้านอิสลามว่า หากพวกเขาตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนทูตของฉัน ฉันจะเป็นปฏิปักษ์และคู่กรณีกับพวกเขาเอง

ด้วยเหตุนี้

1) ผู้ใดมีใจมืดบอดมักจะปฏิเสธและเยาะเย้ยถากถางสัจธรรมอยู่เสมอ ดังนั้น เราจะต้องไม่อ่อนแอและย่อท้อในการเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนี้

2) หัวใจของมนุษย์จะตื่นและหูของเขาจะได้ยินสัจธรรม ด้วยการดูและใคร่ครวญร่องรอยทางประวัติศาสตร์

3) บางคนตาเนื้อของพวกเขาปกติ แต่ตาใจกลับมืดบอดและมองไม่เห็นสัจธรรม บุคคลประเภทนี้เป็นคนตาบอดที่บอดสนิทที่สุด ดังที่ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า

لَيْسَ الْأَعْمَى مَنْ يُعْمَى بَصَرُهُ ، إِنَّمَا الْأَعْمَى مَنْ تُعْمَى بَصِيرَتُهُ

"คนตาบอด (ที่แท้จริง) นั้นไม่ใช่คนที่ดวงตาของเขามืดบอด อันที่จริงแล้วคนตาบอดคือคนที่ตาใจ (ความเข้าใจที่แหลมคม) ของเขามืดบอด"

[กันซุลอุมมาล , ฮะดีษที่ 1220]

4) สัญญาของอัลลอฮ์จะไม่ถูกบิดพลิ้ว และจะต้องเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอนไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ตาม

บทความโดย : เชคมูฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles