^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 118 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

6851058
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
487
4857
11583
125495
6851058

21-08-2018 เวลา 01 : 51

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

ศาสนบัญญัติ

ผู้ปลดปล่อย,ผู้ที่ถูกรอคอยในยุคสุดท้าย ตามความเชื่อของศาสนาต่างๆ

จากวิกฤติการอันเลวร้ายของโลกทุกวันนี้ เกินกำลังความสามารถของมนุษย์บุถุชนธรรมดาจะรับมือไหว เหตุการณ์พัฒนาไปสู่ความเลวร้ายทุกระดับยากเกินกว่าการแก้ไข หากจะแก้ไขปัญหาสังคมโลกที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน มนุษย์คงต้องพึงพาอำนาจที่เหนือกว่า หรือพึ่งพามนุษย์ผู้มีคุณสมบัติพิเศษมากกว่าบุคคลทั่วไป นั่นคือบุคคลที่ถูกสัญญาไว้ในความเชื่อของศาสนาต่างๆ

บทนำ :

       บทความนี้กำลังกล่าวถึงบุรุษผู้หนึ่งซึ่งทุกชาติและทุกศาสนากำลังรอคอยเขา เพื่อมาปรับปรุงแก้ไขโลกให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ

       วันที่ 15 ชะอฺบาน วันคล้ายวันประสูติของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) อิมามผู้ถูกรอคอย อิมามผู้เป็นความหวังของผู้ได้รับการกดขี่ อิมามผู้มาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโลก และเติมเต็มความยุติธรรมแก่โลก ดุจดังที่โลกเคยเปี่ยมล้นด้วยความอยุติธรรมมาแล้ว ดังนั้นนิซฟูชะอฺบานจึงมิใช่วันแห่งเทศกาลการทำบุญ หรือเฉลิมฉลองกันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นวันแห่งการคิดใคร่ครวญ หาทางแก้ไขปัญหาประชาคมโลก ค้นหาวิถีทางที่จะดำเนินต่อไป และการธำรงคำสอนศาสนาไว้ให้มั่นคง

       โลกทุกวันนี้แม้ว่าจะก้าวไปสู่ยุคของการสื่อสารไร้พรมแดน และนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ชนิดที่มนุษย์แถบจะตามไม่ทัน กระนั้นมนุษย์ก็ยังไหลหลงอยู่กับวัตถุเหล่านั้น จนเกือบเป็นบ้าเป็นหลัง ลืมสิ้นความเป็นมนุษย์ วัฒนธรรมและจารีตประเพณีที่ดีของตน แทนที่มนุษย์จะพัฒนาบุคลิกภาพของตนให้ควบคู่ไปกับนวัตกรรมใหม่ที่ตนประดิษฐ์ขึ้นมา กลับปล่อยตนให้เป็นผู้ล้าหลังและถอยห่างความเจริญด้านจิตวิญญาณ ยุคนี้จึงกลายเป็นยุคสมัยแห่งความตกต่ำของวัฒนธรรมอย่างที่สุด

       สิ่งที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า คือการเข่นฆ่าชีวิตผู้อื่นอย่างไร้มนุษย์ธรรม การปล้นสะดมทรัพย์สินของผู้อื่น การกดขี่ข่มเหงผู้อ่อนแอกว่า การใช้กำลังเข้าระรานประเทศเล็กประเทศน้อยโดยพวกมหาอำนาจ การฆ่าสังหารประชาชาติมุสลิมแถบไม่เว้นแต่ละวัน พร้อมกับข้อกล่าวหาที่ว่ามุสลิมเป็นพวกหัวรุนแรง บ้าคลั่งลัทธิศาสนาและเป็นโจรก่อการร้าย ทุกสิ่งเกิดขึ้นล้วนเป็นแผนการชั่วร้ายของยิวไซออนิสต์ทั้งสิ้น แต่ผู้ที่รับกรรมคือมุสลิมตาดำๆ ที่นิยมการอยู่อย่างสันติและความเป็นพี่น้อง แต่พวกเขาโดนรังแกและถูกระรานโดยผู้อธรรม เมื่อพวกเขาต้องการปกป้องตัวเองก็ถูกตราหน้าทันทีว่าเป็นพวกนิยมความรุนแรง ป่าเถื่อนและโหดร้าย แล้วใครจะเป็นผู้ช่วยเหลือปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ

       มนุษย์กำลังตกอยู่ในภาวะที่ขาดทุน เนื่องจากจัดการตัวเองไม่ได้เราต้องให้พวกมารยะฮุดี มั่วกามรมย์ คนไม่รู้ คนกินเหล้าเมายามาจัดการปกครอง เราปล่อยให้คนเสพกามส่ำส่อน ทุกจริต โง่งมงาย อวิชชา มาจัดการโลกใบนี้ ซึ่งพวกเขามืดทั้งตาเนื้อและตาใจ ขณะที่พระเจ้าทรงตรัสว่า “มนุษย์คือเคาะลิฟะตุลลอฮ์ ตัวแทนของพระองค์บนหน้าแผ่นดิน มีหน้าที่จัดการดูแลแผ่นดิน” แต่เรากลับถูกคนอื่นที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ดูแล

       ฉะนั้นวิกฤติการณ์เช่นนี้ใครจะเป็นผู้แก้ไขหรือ? แน่นนอน หากมีประเทศหนึ่งประเทศใดกระทำได้ หรือมีใครสักคนแก้ไขได้ ก็คงจะทำเสียตั้งนานแล้ว คงไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ดำเนินต่อไป แต่นี่เป็นเพราะว่าไม่มีใครสักคนเดียวสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ทุกคนจึงต้องรอให้ผู้มากด้วยบารมีมาจัดการแก้ไขวิกฤติการณ์อันเลวร้าย ในนามของผู้ปลดปล่อยโลก ซึ่งทุกชาติทุกศาสนาต่างรอคอยบุรุษผู้นั้น เพียงแต่ว่ามีการเรียกนามท่านแตกต่างกันออกไป

- ศาสนาอิสลาม เรียกท่านว่า “อิมามมะฮ์ดี (อ.)” หรืออิมามผู้ถูกรอคอย

- ศาสนาพุทธ เรียกว่า “พระศรีอริยะเมตไตร”

- ศาสนาฮินดู เรียก “พระกัลกี” (Kalki) และ

- ศาสนาโซโรอัสเตอร์ เรียกว่า “พระอัสทรัตอิราตา” (Astrat- Ersta) ฯลฯ

พระศรีอริยะเมตไตรยคือใคร [1]

       สิ่งที่จะกล่าวถึงคือคำสอนที่มีอยู่ในพุทธศาสนา ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในศาสนาสากล มีผู้นับถือจำนวนมากในอันดับต้นๆ ได้กล่าวถึงพระศรีอริยะเมตไตรยเอาไว้ และตามคำสอนของพุทธศาสนากล่าวว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง ที่จะปรากฏมาก่อนยุคสุดท้าย ภายหลังจากความเสื่อมได้ครอบงำศาสนา พระศรีอริยะเมตไตรยจะเป็นผู้นำพาโลกไปสู่ความสงบสันติ

       คำว่า “เมตไตรย” หมายถึง พระนามของพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ข้างหน้า [2]

       ตามคำสอนที่มีอยู่ในพุทธศาสนา มิได้กำหนดว่า “องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า” ทรงเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย จากหลักฐานใน “จักกวัตติสูตร” แห่งสุตตันตปาฏิกวรรคพระบาลี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ได้ทรงตรัสเล่าถึง ยุคที่พระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์จะมาตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใหม่ไว้ว่า : “อสีติวสฺสสหสฺสายุเกสุ ภิกฺขเว มนุสฺเสสุ เมตฺเตยฺโย ภควา โลเก อุปฺปชฺชิสฺสติ”

       แปลว่า : “ดูก่อน! ภิกษุทั้งหลาย ในยุคที่มนุษย์มีอายุ 80,000 ปี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า เมตไตรย เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีโชค จักอุบัติขึ้นในโลก”

       ตามหลักฐานอ้างอิงสมบูรณ์จากพระไตรปิฎกเล่มที่ 11 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 3 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัตติสูตร ท่อนที่ 48 ซึ่งเป็นพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท โดยถือกันว่ารักษาเนื้อหาได้สมบูรณ์ที่สุดในบรรดาทุกนิกาย กล่าวไว้ดังนี้ว่า :

       “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ 80,000 ปี พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่า เมตไตรย จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม เหมือนตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้ พระผู้มีพระภาคพระนามว่า เมตไตรย พระองค์นั้นจักทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ-* พราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม เหมือนตถาคตในบัดนี้ ทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตถาคตเองแล้ว  สอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามอยู่

        พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรยพระองค์นั้น จักทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงเหมือนตถาคตในบัดนี้ แสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรยพระองค์นั้น จักทรงบริหารภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตบริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อย ในบัดนี้ฉะนั้นฯ” [3]

        หรือดังมีพระพุทธพจน์ ปรากฏอยู่ในตอนท้ายแห่งอุทเศที่ 1 ของ ทสโพธิสัตตุปปัตติกถา กล่าวว่า : “โภ สารีปุตฺต ธมฺมราช สพฺโพ ชโน มยฺหํ รูปกายํ น ปสฺสติฯ สเจ มยฺหํ สาสนํ ลภิตฺวา ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวติ เตน ผเลน อริยเมตฺเตยฺยสฺส พุทธสฺส สนฺติเก อุปฺปชฺชิสฺสตีติฯ”

       “ดูก่อน! พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้เจริญ ชนทั้งหลายมิได้พบเห็นรูปกายของเรา หากเขาได้พบพระศาสนาของเรา แล้วบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาไซร้ ด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น เขาจักได้อุบัติในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อริยเมตไตรย แลฯ” [4]

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี :

       จากหนังสือโอวาทสมเด็จโต สำนักปู่สวรรค์ เล่ม 1 เรื่อง กำเนิดโลกมนุษย์ (โอวาทสมเด็จโต) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เทศน์ไว้เมื่อวันวิสาขบูชา 23 พฤษภาคม 2510 เวลา 24.00 น.

       “พระศรีอริยเมตไตรยจะมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาในอนาคต โลกนี้จะมีความสงบสุข และพระศาสนาจะมีความรุ่งเรืองกว่า ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า : จะมีพระอริยบุคคลมากกว่า และประชาชนจะมีความสุขอย่างยิ่ง คือจะไม่มีเรื่องร้อนใจเลย ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่ ไม่มีการเบียดเบียน ตอนนอนไม่ต้องปิดประตูก็ได้ บ้านเลยไม่ต้องทำประตูก็ได้ เรื่องคนร้ายหรือขโมยก็ไม่ต้องกลัว แล้วก็คนจะเป็นคนดีเหมือนกันหมด ไม่มีคนพาล จนกระทั่งลงจากบ้าน ก็ไม่มีใครจำได้ว่าใครเป็นใคร เพราะมันดีเหมือนกันหมด มันสุภาพเหมือนกันหมด มันสวยเหมือนกันหมด จนเมื่อกลับเข้าบ้านจึงจะจำได้ว่า นี่คือภรรยาของเรา นี่คือสามีของเรา นี่คือลูกของเรา และต้องการอะไรก็ได้ มันมีต้นไม้พิเศษที่เรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์ อยู่ทุกทิศ อยากได้อะไรก็ไปขอที่ต้นไม้ จะสะดวกสบาย แม้แต่การคมนาคม การไปการมา จนว่าน้ำในแม่น้ำนั้น จะไหลลงข้างหนึ่ง จะไหลขึ้นข้างหนึ่ง เพื่อสะดวกต่อการใช้เรือ สรุปว่าไม่มีความทุกข์ อยู่กันเป็นผาสุก ไม่มีอันธพาล ทุกอย่างได้อย่างใจ”

       สรุปความ : จากสิ่งที่กล่าวมาตามคำสอนของพุทธศาสนา พระศรีอริยเมตไตรย คือพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง จะบังเกิดในโลกก่อนยุคสุดท้าย พระองค์ทรงแสดงโอวาทสั่งสอนให้โลกบังเกิดความรุ่งเรือง สงบ และมีแต่ความสันติยิ่ง ดังโอวาทของสมเด็จโตที่กล่าวไว้ข้างต้น ฉะนั้น ไม่เป็นที่สงสัยว่าพุทธศาสนาเชื่อว่า พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่า เมตไตรย ที่จะมาบังเกิดในยุคสุดท้ายนั้น พระองค์จะมาทำหน้าที่โปรดสัตว์ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ขจัดความชั่วร้ายและความฉ้อฉลอธรรมทั้งหลายให้สิ้นไปจากโลก นำพาโลกไปสู่ความสงบสุขโดยแท้

       แน่นอน พระศรีอริยเมตไตรย หรือพระศรีอาร์ คือบุคคลที่ถูกรอคอยตามคำสอนของพุทธศาสนาเช่นกัน หากจะมีคำอธิบายหรือการตีความต่างกันไปบ้าง นั่นเป็นเรื่องของความเข้าใจ แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องพระศรีอริยเมตไตรย ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก

อัสทรัตอิราตา :

       ในคัมภีร์อเวสตะของศาสนาโซโรอัสเตอร์อธิบายว่า จะมีผู้ไถ่บาปมายังโลกนี้ เหมือนแสงสว่างส่องมาในวันใหม่ และกล่าวว่า โซโรอัสเตอร์จะเป็นผู้ไถ่บาปคนหนึ่ง ศาสนิกชนในศาสนาโซโรอัสเตอร์เชื่อว่า เมื่อโซโรอัสเตอร์มรณกรรมแล้วจะกลับมาเป็นผู้ไถ่บาป (Messiah) หากไม่มาด้วยตัวเอง อย่างน้อยสุดจะมาในรูปของพระบุตร 3 องค์ของโซโรอัสเตอร์ ที่จะถือกำเนิดขึ้นมาในช่วง 1,000 ปีจากน้ำกามของพระองค์ ผู้ไถ่บาปองค์สุดท้ายชื่อ อัสทรัตอิราตา (Astrat- Ersta)

ศาสนาโซโรอัสเตอร์ได้กล่าวแนะนำถึงผู้มาปลดปล่อยว่ามีสามองค์ ซึ่งองค์สุดท้ายเป็นองค์ที่มีความสำคัญที่สุด ชื่อตามภาษาเปอร์เซียโบราณว่า “ซูชี อันติ” ซึ่งในภาษาอื่นเรียกว่า “อัสทรัตอิราตา”

คัมภีร์อเวสตะ เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีข้อความตอนหนึ่งได้กล่าวว่า “โอ้ ผู้บริสุทธิ์จะปรากฏมาในวันรุ่งอรุณที่สดใส ส่องสว่างไปด้วยพระรัศมี พระองค์จะบำรุงศาสนาที่เที่ยงธรรมให้มั่นคง และประกาศเชิญชวนให้ผู้คนมาสู่ศาสนาของพระองค์ด้วยวิทยปัญญาและสันติวิธี แล้วผู้ใดเล่าที่ละทิ้งศาสนาของพระองค์ ขณะที่ผู้ตอบรับคำเชิญได้กลายเป็นมิตรและผู้ช่วยเหลือพระองค์ ดังนั้น เพื่อแจ้งข่าวการปรากฏกายของผู้ปลดปล่อย เราขอแต่งตั้งเจ้า โอ้ อาหุรา”

กัลกี (Kalki) :

      กัลกี คือผู้นำในยุคสุดท้ายตามความเชื่อของชาวฮินดู ในศาสนาฮินดูโบราณ กัลกีคือมหาอวตารที่ 10 และเป็นมหาอวตารสุดท้ายของพระวิษณุเทพผู้คุ้มครองโลก และกัลกีมาสู่โลกระหว่างการสิ้นสุดของกลียุค

      ชื่อ “กัลกี” เป็นการอุปมาความเป็นนิรันดรและเวลา ต้นกำเนิดของชื่อนี้อาจจะมาจากคำว่า “กันคา” ซึ่งหมายถึง สิ่งสกปรก หรือสิ่งโสโครก หรือความคดโกง ดังนั้น “กัลกี” จึงหมายถึง ผู้ทำลายความคดโกง ผู้ทำลายความเขลา ผู้ทำลายความสับสนวุ่นวาย หรือผู้ทำลายความมืดมน [5]

      กัลกี ขี่ม้าขาว ในมือถือดาบ ปรากฏตัวออกมาเพื่อขจัดความชั่วร้ายและการกดขี่ และสร้างความยุติธรรมและคุณธรรม ม้าสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและการเรียนรู้ เขาจะเอาชนะศัตรูได้ทั้งหมด เขาเป็นผู้ได้รับชัยชนะเหนือกองกำลังของมนุษย์ทั้งหมด และสร้างแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ทำลายความเลวร้ายให้หมดไปจากโลก

      สิ่งที่สำคัญคือ ศาสนาฮินดูต่างยอมรับตามปริมาณคำคาดการณ์ที่มีอยู่ แต่จะไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลทางความคิดของผู้ใด ซึ่งเขาจะไม่คิดแลกเปลี่ยนศาสนากับผู้ใด แต่จะพัฒนาให้เป็นศาสนาสากลที่มีศักยภาพปกครองโลกได้ เพียงแต่ในปัจจุบันพวกเขามิได้แนะนำสิ่งนี้แก่ผู้ใด

คริสตชนและการกลับมาของพระคริสต์ :

       ส่วนคริสต์ศาสนา นอกจากจะเน้นเรื่องการกลับมาของเยซู และผลตอบแทนที่ไม่คาดคิดแล้ว ยังได้เน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ของการกลับมาของเยซู ซึ่งวัตถุประสงค์นั้น คือการจัดตั้งรัฐบาลแห่งพระเจ้าขึ้นปกครองโลก และนำเอากฎเกณฑ์ของพระเจ้ามาปกครอง [6]

       นอกจากการปรากฏตัวของพระเยซูคริสต์แล้ว พระองค์ยังจัดการแนวทางทั้งหลายให้เป็นทางเดียวกัน เพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย [7]

       พระวารสารนักบุญมาร์ค ขณะที่เน้นย้ำถึงเรื่องรูปแบบที่ผ่านมา ยังได้กล่าวถึงการรวบรวมบรรดาสหาย โดยพระเยซูคริสต์กล่าว่า “หลังจากนั้นพระเยซูจะกลับมาพร้อมกับความรุ่งเรืองและพลัง พระองค์จะทำให้บรรดาทูตสวรรค์ (มลาอิกะฮฺ) อยู่ภายใต้คำสั่งของพระองค์ และส่งพวกเขาออกไปทั่วโลก พระองค์จะเลือกผู้แทนของพระองค์จากทั่วทุกมุมโลก จากจุดที่สูงที่สุดของฟากฟ้า จนถึงจุดที่ต่ำที่สุดของแผ่นดิน” [8]

       รายงานของอิสลามกล่าวยืนยันว่า ศาสดาอีซา (อ.) จะปรากฏกายออกมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ว่า :

وَالَّذي نَفْسي بِيَدِهِ لَيُوشَكَنَّ اَنْ يُنَزَّلَ فيكُمُ ابْنُ مَرْيَمَ حَكَما عَدْلاً وَ اِماما مُقْسِطا

“ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า แน่นอน อีซาบุตรของมัรยัมจะกลับมายังหมู่พวกเธอ ในฐานะของผู้พิพากษาที่ยุติธรรม และผู้นำที่ชอบธรรม” [9]

      นักตัฟซีรอัลกุรอาน อธิบายโองการที่ 159 บทนิซาอ์ว่า หมายถึงการกลับมาของอีซาบุตรมัรยัม ในยุคสุดท้าย และกล่าวว่าโองการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำลังกล่าวถึง [10] อย่างไรก็ตาม การกลับมาของศาสดาอีซา (อ.) ในปลายยุคสุดท้ายเป็นความเชื่อร่วมในเรื่องการรอคอยผู้ปลดปล่อย ร่วมกันระหว่างอิสลามกับคริสตร์

      อิสลามมีความเชื่อเรื่องผู้ปลดปล่อยที่ได้รับการสัญญาไว้ โดยแนะนำว่าผู้นั้นหมายถึงอิมามมะฮ์ดี (อ.) ท่านคืออิมามแห่งยุคสมัย และเป็นอิมามท่านสุดท้าย รายงานกล่าวว่า :

كَيْفَ بِكُمْ (اَنْتُمْ) اِذا نَزَلَ عيسَي بْنُ مَرْيَمَ فيكُمْ وَ اِمامُكُمْ مِنْكُمْ

“พวกเธอจะเป็นเช่นไรหรือ เมื่ออีซาบุตรของมัรยัมได้ปรากฏตัวออกมาท่ามกลางพวกเธอ และเป็นอิมามพวกเธอ ซึ่งมาจากพวกเธอเอง” [11]

      อีกรายงานหนึ่งจากท่านอิมามบากิร (อ.) กล่าวว่า :

يَنْزِلُ قَبْلَ يَوْمِ الْقِيامَةِ اِلَي الدُّنْيا فَلا يَبْقي اَهْلُ مِلَّةِ يَهُوديٍّ وَ لا نَصْرانيٍّ اِلاّ آمَنَ بِهِ قَبْلَ مَوْتِهِ وَ يُصَلّي خَلْفَ الْمَهْديِّ

“ก่อนวันกิยามะฮ์ (อีซา) จะลงมาสู่โลกนี้ และไม่มีประชาชาติยะฮูดีและคริสต์หลงเหลืออยู่ เว้นเสียแต่ว่าก่อนที่จะตายพวกเขาได้ศรัทธาต่อเขา (อีซา) จะนมาซตามหลังมะฮ์ดี” [12]

อิมามมะฮ์ดี (อ.) :

      อิสลามเชื่อว่าก่อนสิ้นยุคสุดท้ายของโลก จะมีบุรุษหนึ่งจากบุตรหลานของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) นามว่า “มะฮ์ดี” ปรากฏตัวมาในยุคสุดท้าย ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า :

      “มะฮ์ดี (อ.) เป็นบุตรของฉัน ชื่อของเขาคือชื่อของฉัน ฉายานามของเขาคือฉายานามของฉัน เขามีอุปนิสัยและกริยาท่าทางเหมือนฉัน ยิ่งกว่าผู้ใดบนโลกนี้ เขาจะเร้นกายไปช่วงหนึ่ง และประชาชาติในยุคนั้นจะหันเหออกไปจากทางนำ แล้วเขาจะปรากฏกายออกมาอีกครั้งหนึ่ง ประหนึ่งที่ถูกทำให้สว่างไสวด้วยทิวา โลกจะเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว และแผ่นดินจะถูกเติมเต็มด้วยความยุติธรรม” (บิฮารุลอันวาร เล่ม 51 หน้า 72, กะมาลุดดีน เล่ม 1 หน้า 286)

       อิบนุอะษีร (เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. 630) กล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงปี ฮ.ศ. 260 ว่า : อบูมุฮัมมัด อัสการีย์ (อิมามฮะซันอัสการีย์ (อ.)) เกิดในปี ฮ.ศ. 232 และเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 260 เขาคือบิดาของมุฮัมมัด ซึ่งฝ่ายชีอะฮ์เรียกเขาว่า “อิมามมุนตะซัร”

       ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ประสูติเมื่อวันที่ 15 เดือนชะอ์บาน ปี ฮ.ศ. 255 ที่เมืองซามิรออ์

       ฉายานามของท่านคือ “อบุลกอซิม” บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ท่านอื่นปฏิเสธที่จะเรียกนามจริงของท่าน

       ฉายานามหรือชื่อเล่นของอิมามคือ ฮุจญัตกออิม, คัลฟุซอลิฮ์, ซอฮิบุซซะมาน, บะกียะตุลลอฮ์, และที่ถูกเรียกจนเป็นที่มักคุ้นที่สุดคือ “มะฮ์ดี”

      บิดาของท่านคือท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) อิมามท่านที่ 11 แห่งสายธารชีอะฮ์อิมามียะฮ์ มารดาของท่านคือสตรีผู้มีเกียรติยิ่ง นามว่า “นัรญิซ” หรือ “รอยฮานะฮฺ ซูซัน” หรือ “เซาะฟีล” เกียรติยศที่สูงศักดิ์และสภาพจิตใจที่สูงส่งของท่านหญิงที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดี

      อิสลามเชื่อว่าก่อนการสิ้นยุคสุดท้าย ท่านอิมามมะฮ์ดีจะปรากฏกายออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจัดระเบียบโลกใหม่ ทำลายความชั่วร้าย การอธรรมและอบายมุขให้สูญสิ้นไปจากโลกนี้ ท่านจะทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลโลกขึ้นปกครองโลกนี้ ในคัมภัร์อัลกุรอานได้กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐขึ้นปกครองโลกว่า เป็นรัฐที่มีความยุติธรรมที่สุด มีผู้ปฏิบัติตามที่สะอาดบริสุทธิ์ โดยโองการกล่าวว่า :

وَلقَد كتبنا فِى الزّبُورِ مِن بَعدِ الذّكرِ أنّ الأرضَ يَرِثُها عِبادِىَ‏َ الصّالِحُونَ

“แน่นอน เราได้บันทึกไว้ในคัมภีร์อัซซะบูร หลังจากที่ได้บันทึกไว้แล้วใน (เตารอต) ว่า ปวงบ่าวของเราที่เป็นกัลยาณชน มีคุณธรรมจะเป็นผู้สืบมรดก (ปกครอง) แผ่นดิน” [13]

      โองการลักษณะเช่นนี้นักอรรถธิบายอัลกุรอานส่วนใหญ่ เมื่อนำฮะดีษของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มาเป็นองค์ประกอบในการอธิบาย ได้กล่าวตรงกันว่า เป็นโองการที่กล่าวถึงท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) การปรากฏกาย และการยืนหยัดต่อสู้ของท่าน

      มัรฮูมเฏาะบัรซีย์ นักตัฟซีรที่มีชื่อเสียงกล่าวว่า : ฮะดีษทั้งชีอะฮ์และซุนนีย์ได้รายงานจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่กล่าวว่า “ถ้าโลกนี้มีเวลาเหลือเพียงแค่วันเดียว อัลลอฮ์จะทรงทำให้วันนั้นยาวนานออกไป จนกว่าจะมีบ่าวที่บริสุทธิ์จากครอบครัวของเราปรากฏออกมา และทำให้โลกนี้เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมและความยุติธรรม ดั่งที่โลกเคยเปี่ยมล้นด้วยความอยุติธรรมมาแล้ว”

      นอกจากนี้ประเด็นดังกล่าวยังกล่าวไว้ในคัมภีร์มะซามีร ในสมัยท่านศาดสดาวูด (อ.) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาฉบับเก่า (เตารอต) ในนั้นได้พรรณนาถึงบทดุอาอ์และคำขอพรต่างๆ ของท่านศาสดาดาวูด (อ.) ด้วยคำกล่าวที่แตกต่างกัน เช่น ในบรรพ์ที่ 37 กล่าวว่า “ความเลวร้ายทั้งหลายจะสิ้นสุดลง และผู้แทนผู้บริสุทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าจะทำหน้าที่สืบทอดมรดกของพระองค์บนหน้าแผ่นดิน และคนชั่วจำนวนน้อยนิดที่ปฏิเสธ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ให้การต้อนรับ และแผ่นดินจะเต็มไปด้วยความสงบสุข”

      แน่นอนว่า ผู้แทนบริสุทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า ในที่นี้หมายถึงผู้ที่จะทำหน้าที่ปกครองโลก อันหมายถึงท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ริวายะฮ์จำนวนมากมายกล่าวถึงปวงบ่าวที่เป็นกัลยาณชนมีคุณธรรม จะทำหน้าที่ปกครองแผ่นดินว่า หมายถึงพลพรรคของมะฮ์ดี ดังนั้นอัลกุรอานจึงยืนยันว่าการอิบาดะฮ์อย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเป็นผู้สืบมรดกอย่างแน่นอน แต่ต้องมีความสามารถและทรงคุณธรรมด้วย พระองค์จึงตรัสว่า “ผู้ปกครองของฉันต้องเป็นปวงบ่าวที่ดี เป็นกัลยาณชนและมีคุณธรรม”

      เมื่อความเลวร้ายที่สุด อบายมุข และการกดขี่อธรรมได้ปกครองโลก ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถกำจัดหรือหยุดยั้งความชั่วเหล่านั้นได้ คำสอนของศาสนาจะถูกขว้างทิ้งเยี่ยงของที่ไร้ค่า มนุษย์จะดำเนินชีวิตอย่างระหกระเหินไร้จุดหมายปลายทาง แต่หลังจากเมฆได้ล่องลอยเลือนหายไป พระอาทิตย์ที่ไม่เคยอัสดงได้เปล่งแสงแดงจ้าออกมา สร้างความสว่างไสวแก่สายตาของบรรดาผู้รอคอยทั้งหลายทั่วทั้งพื้นทรายและทุ่งหญ้า เมื่อนั้นพระองค์จะทรงให้ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ปรากฏตัวออกมา เพื่อปรับปรุงและแก้ไขสังคม

      รัฐบาลของท่านอิมาม (อ.) เป็นรัฐบาลที่เพียบพร้อมด้วยความยุติธรรมและมโนธรรม ความอธรรมทั้งหลายจะถูกพิพากษา ความยุติธรรมจะขึ้นมาแทนที่ เพื่อให้ทุกคนและทุกสรรพสิ่งกลับไปสู่สถานที่ดั้งเดิมของตน หุ้นส่วนและปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เป็นสิทธิของแต่ละคนจะถูกส่งกลับสู่เจ้าของด้วยความยุติธรรม บั้นปลายสุดท้ายประชาโลกจะได้เห็นรัฐบาลที่ดำรงความยุติธรรมและความสัตย์จริง บนโลกจะไม่หลงเหลือความชั่วร้ายและการกดขี่แม้แต่น้อย ประชาโลกจะไม่มีการกดขี่กันและกันอีกต่อไป โลกจะคงเหลือเฉพาะรัฐบาลซึ่งเป็นแหล่งเปิดเผยคุณลักษณะที่สง่างามของพระเจ้าแห่งสากลโลก ประชาชาติจะดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข สิ่งที่พวกเขาเคยลืมเลือนจะถูกนำกลับมาอีกครั้ง ดังโอวาทของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ที่กล่าวว่า “เมื่อพระศรีอริยเมตไตรยจะมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มาในอนาคต โลกนี้จะมีความสงบสุข และพระศาสนาจะมีความรุ่งเรืองกว่า ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะมีพระอริยบุคคลมากกว่า และประชาชนจะมีความสุขอย่างยิ่ง คือจะไม่มีเรื่องร้อนใจเลย ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่ ไม่มีการเบียดเบียน”

หน้าที่ของผู้รอคอยอิมามมะฮ์ดี (อ.) :

       พุทธศาสนาสอนว่า : ผู้ที่ปรารถนาจะได้พบศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรย จึงต้องเร่งรีบขวนขวายบำเพ็ญทาน สมาทานศีลและเจริญภาวนา ด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างต่อเนื่องและเต็มกำลังความสามารถ อย่าหลงมัวเมาด้วยความประมาทว่า “ยังมีเวลาเหลืออีกมากมายนัก” ความหวังและความปรารถนาที่จะได้พบศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยก็ยังต้องนับว่า “ห่างไกลจากความจริง” มากทีเดียว [14]

       มนุษย์มีความเชื่อตามตำนาน การได้เข้าไปในยุคของพระศรีอริยะเมตไตรย โดยการบูชามหาชาติหรือดอกไม้หนึ่งพันดอก หรือฟังให้ครบทั้งพันภาษา หรือทั้งพันคาถา อย่างนี้เป็นต้น บุญบารมีทำได้หลายอย่าง ซึ่งโดยหลักได้แก่ :

- ทาน : การให้ทานทุกชนิด

- ศีล : การรักษาศีลให้บริสุทธิ์

- ภาวนา : การไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ หรือภาวนาด้วยวิธีอื่นก็ได้

      ตามคำสอนของอิสลาม รายงานจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ได้อธิบายเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้รอคอยการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ไว้หลายประการ ณ ที่นี้จะขอนำเสนอเพียงบางประการ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีงาม เช่น :

  1. การรู้จักอิมาม

อิมามมุฮัมมัดบากิร (อ.) กล่าวว่า “บุคคลใดตายไป ขณะที่เขารู้จักอิมามของตนอย่างดี ความเสียหายจะไม่เกิดกับเขาเด็ดขาด ไม่ว่าการปรากฏกายของอิมามจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าก็ตาม และบุคคลที่ตายไปขณะที่เขารู้จักอิมามของตนอย่างดี เสมือนว่าเขาได้อยู่ร่วมกระโจมที่พักเดียวกันกับอิมาม” [15]

  1. ประพฤติตนดี

อิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) กล่าวว่า “บุคคลใดก็ตามที่ปรารถนาจะเป็นพลพรรคของมะฮ์ดี เขาจำเป็นต้องรอคอย และขณะที่รอคอยเขามีความสำรวมตนจากความผิด มีจริยธรรมและประพฤติปฏิบัติแต่ความดีงาม แน่นอน เขาคือผู้รอคอย” [16]

  1. รำลึกถึงอิมาม (อ.)

      ภาพที่สวยงามที่สุดสำหรับการรำลึกถึงอิมามมะฮ์ดี (อ.) สำหรับผู้ที่รอคอยการปรากฏกายของท่าน คือการให้สัตยาบันใหม่กับท่านทุกวัน ซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญา และยืนหยัดต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับท่านอย่างมั่นคง ดังข้อความตอนหนึ่งจากบทขอพร (ดุอาอ์) อัลอะฮ์ดิ ที่กล่าวว่า :

اَللّهُمَّ اِنّى اُجَدِّدُ لَهُ فى صَبيحَةِ يَوْمى هذا وَما عِشْتُ مِنْ اَيّامى عَهْداً وَعَقْداً وَبَيْعَةً لَهُ فى عُنُقى لا اَحُولُ عَنْها وَلا اَزُولُ اَبَداً اَللّهُمَّ اجْعَلْنى مِنْ اَنْصارِهِ وَاَعْوانِهِ وَالذّابّينَ عَنْهُ وَالْمُسارِعينَ اِلَيْهِ فى قَضآءِ حَوآئِجِهِ وَالْمُمْتَثِلينَ لاَِوامِرِهِ وَالْمُحامينَ عَنْهُ وَالسّابِقينَ اِلى اِرادَتِهِ وَالْمُسْتَشْهَدينَ بَيْنَ يَدَيْهِ

“โอ้อัลลอฮ์ ในเช้าของวันนี้และวันที่ข้าฯ มีชีวิตอยู่ในห้วงวันทั้งหลายของข้าฯ ข้าฯ ขอให้คำมั่นสัญญาและสัตยาบัน (ต่ออิมาม) ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของข้าฯ ว่า ข้าฯ จะไม่ถอดถอนคำสัญญาและสัตยาบัน และข้าฯ จะรักษาให้มั่นคงต่อไป

โอ้อัลลอฮ์ โปรดดลบันดาลให้ข้าฯ เป็นผู้ช่วยเหลืออิมาม ผู้รับใช้อิมาม เป็นผู้ปกป้องอิมาม เป็นผู้รีบเร่งไปยังอิมาม เพื่อกระทำสิ่งที่เป็นความปรารถนาของท่าน เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน เป็นผู้สนับสนุนการมีอยู่ของท่าน เป็นผู้ล่วงหน้าไปยังการสนองเจตนารมณ์ของท่าน และเป็นผู้พลีชีวิต (ชะฮีด) ณ เบื้องหน้าท่าน” [17]

  1. มีความเป็นเอกภาพและมีความเห็นอกเห็นใจ

      สังคมของผู้รอคอยต้องพยายามพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นแบบอย่างกับสิ่งอื่น และต้องพยายามสร้างบรรยากาศที่จำเป็นเพื่อเตรียมรับการปรากฏกายของอิมาม ในฐานะของผู้ปลดปล่อยโลก

  1. ปฏิบัติตามวิลายะตุลฟะกีฮ์

       การรอคอย สำหรับผู้ที่รอคอยการปรากฏกายอันจำเริญ ย่อมมีการเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายที่ดีงาม และยิ่งผู้รอคอยเข้าใกล้แก่นแท้ของการรอคอยมากเท่าใด การเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายก็จะทวีความเร็วมากขึ้นเท่านั้น ฉะนั้นการจะไปสู่เป้าหมายสมบูรณ์สมกับการรอคอยท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) คือการยึดมั่นอยู่บนแนวทางของบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)

สรุปความสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด :

  1. พระศรีอริยเมตไตรย พระอัสทรัตอิราตา พระกัลกี (Kalki) และอิมามมะฮ์ดี คือผู้ที่จะมาปลดปล่อยโลก ทำหน้าที่เดียวกัน ซึ่งจะบังเกิดในยุคสุดท้าย แต่มีนามชื่อเรียกแตกต่างกันอออกไป ซึ่งผู้เขียนมิได้ต้องการกล่าวว่า ทั้งหมดจำเป็นต้องมีชื่อเรียกเดียวกัน แต่ต้องการกล่าวว่า ศาสนาสากลส่วนใหญ่กล่าวถึงท่านผู้ปลดปล่อยเอาไว้
  2. ความเชื่อเรื่องผู้ปลดปล่อยโลก เป็นความเชื่อสากล เนื่องจากศาสนาทั้งหลายต่างมีความเชื่อเหมือนกันว่า ในยุคสุดท้ายก่อนการอวสานของโลกจะมีบุรุษผู้หนึ่งอุบัติขึ้น เพื่อมาทำหน้าที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโลก ให้กลับคืนไปสู่ภาวะปกติอันเป็นภาวะแห่งความดีงาม ในยุคนั้นจะไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจอันใดทั้งสิ้น
  3. บุรุษผู้มาปลดปล่อยโลกให้พ้นวิกฤติอันเลวร้าย อาจมีนามชื่อแตกต่างกัน แต่มีจุดหมายอันเดียวกัน คือสร้างความสงบสันติ แผ่เมตตาธรรม สร้างคุณงามความดี และธำรงความยุติธรรมให้บังเกิดบนโลกนี้
  4. บุรุษผู้มาปลดปล่อยโลก จะเติมเต็มความเลวร้ายของโลกที่เคยมีมาก่อน ด้วยความดีงามทั้งผอง และความยุติธรรม
  5. บุรุษผู้มาปลดปล่อยโลก จะนำพามนุษย์ไปสู่จุดหมายสูงสุดของศาสนาเดียวกัน นั่นคือศาสนาแห่งความจริง ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียว และมีสิ่งเคารพสูงสุดเดียวกัน
  6. บุรุษผู้มาปลดปล่อยโลก จะนำพามนุษย์ชาติไปสู่การแสวงหาความจริงด้วยความบริสุทธิ์ใจ มอบความรักต่อพี่น้องของตน คือมนุษย์ทั้งมวล ด้วยความเมตตา (เราะฮ์มาน) คือมอบความสุขหรือสิ่งที่ดีแก่ผู้อื่น และด้วยความกรุณาปรานี (เราะฮีม) คือปลดเปลื้องความทุกข์ให้กับผู้อื่น และด้วยมุทิตา (ริฎอ) คือความยินดีปรีดาต่อผู้อื่น และด้วยอุเบกขา (ตะวักกัล) คือการปล่อยวาง ไม่ลำเอียง ไม่อคติ ฉะนั้นสิ่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่คือ สัจจะความจริงหรือธรรม อันเป็นแก่นแท้แห่งพระผู้เป็นเจ้า ที่จะนำพามวลมนุษย์สู่จุดหมายแห่งชีวิต สู่อุดมคติที่ทุกคนคาดหวังและใฝ่ฝัน ไปได้ชั่วนิจนิรันดร
  7. ผู้บำเพ็ญตนอยู่ในศาสนา หากต้องการเป็นผู้หนึ่งที่ได้พบกับผู้ปลดปล่อยตามคำสอนของศาสนา สิ่งที่เขาจะต้องกระทำคือ การสั่งสมความดีงาม ดำรงตนอยู่ในศาสนา อย่าออกนอกลู่นอกทางเด็ดขาด

แหล่งอ้างอิงจากบทสรุป :

  1. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 3, 2552, หน้า 872
  2. สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน, พิมพ์ครั้งที่ 17, 2550, หน้า 351
  3. พระไตรปิฎก เล่มที่ 11 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 3 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัตติสูตร ท่อน 48 ย่อหน้า 
  4. จามเช็ด เค. ฟอสดาร์ พระพุทธศรีอริยเมตไตรย-อมิตาภา
  5. เพชรน้ำเอกแห่งการสร้าง
  6. มาฟาตีฮุลญันนาน บทดุอาอ์อะฮ์ดิ
  7. พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่จะตรัสรู้ต่อจากเจ้าชายสิทธัตถะ

เชิงอรรถ :

[1] ศึกษาเรื่องพระเมตไตรย เพิ่มเติมได้จากหนังสือ พระพุทธศรีอริยเมตไตรย-อมิตาภา ได้ปรากฏองค์แล้ว, แต่งโดย จามเช็ด เค. ฟอสดาร์, แปลโดย นฤมล นครชัย หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาที่กระตุ้นไม่เพียงแต่เหล่าผู้เห็นธรรมเท่านั้น แต่รวมไปถึงศรัทธาของความเชื่อที่ยิ่งใหญ่อื่นๆ ซึ่งรอคอยการกลับมาของพระองค์ผู้ได้รับการสัญญาว่าจะกลับมา ซึ่งได้มีการบันทึกไว้ในคัมภีร์ของแต่ละศาสนา ภารกิจของพระองค์ก็คือการปลุกศรัทธาขึ้นมาใหม่ และเชื่อมโยงมนุษยชาติเข้าสู่ภราดรภาพแห่งจิตวิญญาณ การเกิดของสองพุทธะ เฉกเช่นแสงตะวันทางจิตวิญญาณที่สาดแสงเรืองรอง หนึ่งในพุทธะนั้นคือ พระสิทธัตถะโคตมะ ผู้มีชีวิตอยู่และประกาศสาส์นเพื่อการหลุดพ้นมานานกว่า 2,500 ปี มาแล้ว พระสิทธัตถะได้ทรงกล่าวไว้เกี่ยวกับการกลับมาในเวลาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งของผู้สืบทอดของพระองค์ นั่นคือพระพุทธศรีอริยเมตไตรย-อมิตาภา

[2] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 3, 2552, หน้า 872

[3] พระไตรปิฎก, เล่มที่ 11 ; พระสุตตันตปิฎก, เล่มที่ 3 ; ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัตติสูตร, ท่อน 48 ย่อหน้า 4

[4] “พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่จะตรัสรู้ต่อจากเจ้าชายสิทธัตถะ”

[5]  Vishnu

[6] Meta Gospel, บทที่ 6: 10

[7] วิวรณ์บทที่ 17:14 19:16

[8] มาร์ค บทที่ 13: 24 27

[9] กูรอนนี อัลอาละมี,อะลี, อัซเระซุฮุร, หน้า 341

[10] ตัฟซีรมัจญฺมะอุลบะยาน, เล่ม 3, หน้า 212 ; เนะมูเนะฮ์, เล่ม 4, หน้า 204 ; อัลมีซาน (ภาษาอาหรับ)   เล่ม 5, หน้า 143

[11] ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) บิฮารุลอันวาร, เล่ม 14, หน้า 344 ; เซาะฮีย์บุคอรี, เล่ม 4, หน้า 143 ;

เซาะฮีย์มุสลิม, เล่ม 1, หน้า 94

[12] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 14, หน้า 349

[13] อันบิยาอ์, 105

[14] อ้างแล้วเล่มเดิม

[15] อุซูลกาฟีย์, เล่มที่ 1, หมวดที่ 84, ฮะดีษที่ 5, หน้าที่ 433

[16] ฆอยบะฮ์ นุอ์มานีย์, หมวดที่ 11, ฮะดีษที่ 16, หน้าที่ 207

[17] ดุอาอ์ อัลอะฮ์ดิ

บทความเรื่อง “ผู้ปลดปล่อยโลกเป็นใคร?” เขียนโดย : เชค ดร.มุฮัมมัดชะรีฟ เกตุสมบูรณ์

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles