^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 60 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7372723
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
5092
4868
9960
112732
7372723

19-11-2018 เวลา 18 : 22

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

ศาสนบัญญัติ

ศึกษาบทเรียนในอดีตเพื่อวิเคราะห์อนาคต ตอนที่8 ขบวนการยึดครองทรัพยากรธรรมชาติโดยผู้วางแผนกับผู้สมรู้ร่วมสมคิด

การยึดครองและปล้นสะดมทรัพยากรธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ

       ในยุคอาณานิคม ไม่มีใครรู้ว่าทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบจากเอเชียตะวันออกไกล ถูกนำไปป้อนกระบวนการผลิตที่ประเทศแม่ที่ยุโรปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมปริมาณเท่าใด

       ดัชท์ ฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์ครอบครองหมู่เกาะอินโดนีเซีย สเปนครอบครองหมู่เกาะฟิลิปปินส์และบางส่วนของอเมริกาใต้ อังกฤษครอบครองคาบสมุทรมาลายา ชมพูทวีปและแอฟริกาใต้ เลาะตะเข็บทวีปด้านตะวันตกขึ้นเหนือและทะลุเข้ามาในภาคกลางของแอฟริกา นอกจากนั้นก็มีโปตุเกส ฝรั่งเศสและอิตาลี คละเคล้ากันไปทั้งแอฟริกาเหนือ อเมริกากลางและอเมริกาใต้ สร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้เจ้าอาณานิคมทั้งมวล แผ่นดินแม่เจริญรุ่งเรืองด้วยความศิวิไลซ์ ทั้งวัฒนธรรมและวิทยาการ ทิ้งประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมอยู่ในสภาพล้าหลังสุดกู่ กว่าจะลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่งก็พบว่าทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าต่าง ๆ ของตนอันตรธานไปสิ้น เหลือเพียงเศษซากเพียงเล็กน้อย

       ปลายศตวรรษที่ 18 มีการประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงสำเร็จ และ ค.ศ.1871 คาร์ล เบนซ์ (ค.ศ.1844-1929) ชาวเยอรมันก็ผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงออกจำหน่าย ในเวลาใกล้เคียงกับก็อตเตียบ เดมเลอร์ (ค.ศ.1834-1900) เพื่อนร่วมชาติของเบนซ์ก็ผลิตรถยนต์คันแรกของเขาใน ค.ศ.1881 เช่นกัน (ต่อมาสองคนนี้รวมกิจการกันในนามบริษัทเดมเลอร์เบนซ์) ส่วนทางฟากฝั่งอเมริกา เฮนรี่ ฟอร์ด (ค.ศ.1863-1947) ผลิตรถยนต์ฟอร์ดที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงออกจำหน่ายใน ค.ศ.1908

       การประดิษฐ์เครื่องจักรกลอุตสาหกรรมและรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสิ่งจำเป็นและพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมขนาดยักษ์มาจนถึงปัจจุบัน

       ค.ศ.1908 วิลเลียม นอกซ์ ดีอาซี (ค.ศ.1849-1947) นักสำรวจและนักธุรกิจชาวอังกฤษ ค้นพบแหล่งน้ำมันดิบที่หมู่บ้านมัสยิดสุไลมานในอิหร่าน และก่อตั้งบริษัทแองโกล-อิหร่านออยล์ จำกัด (APOC) ขึ้น เพื่อขุดเจาะและผลิตน้ำมันดิบ โดยมีรัฐบาลอังกฤษอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่เริ่มผลิตน้ำมันใน ค.ศ.1913 จนกระทั่งตลอด 50 ปีต่อมา APOC เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก APOC ยังเข้าไปถือหุ้นในกิจการขุดเจาะน้ำมันทั้งในกาตาร์ คูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตด้วย

      ค.ศ.1912 มีการตั้งบริษัทเตอร์กิชปิโตรเลี่ยม จำกัด (TPO) ของอาณาจักรออตโตมานขึ้น TPOC ถือหุ้นใน TOC ร้อยละ 50 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อ ค.ศ.1927 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทอิรักปิโตรเลี่ยม จำกัด (IPC) เพื่อขุดเจาะน้ำมันดิบในเมืองเคอร์คุก ประเทศอิรัก ปัจจุบันบริษัทนี้คือ British Petroliam หรือ BP ในปีที่แล้วมีรายได้ 22,600 ล้านดอลลาร์

      ค.ศ.1932 แฟรงค์ โฮล์ม (ค.ศ.1874-1947) นักสำรวจทางธรณีวิทยาชาวอังกฤษค้นพบน้ำมันที่เกาะบะฮ์เรน ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งน้ำมันแห่งแรกที่ถูกพบในอ่าวเปอร์เซีย บริษัทสแตนดาร์ดออยล์แห่งแคลิฟอร์เนีย (SOCAL) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทสแตนดาร์ดออยล์แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ตระกูลร็อกกี้เฟลเลอร์เป็นเจ้าของ และตระกูลนี้ยังเป็นเจ้าของกิจการธนาคารเชสแมนฮัตตัน (ในขณะนั้น) ด้วย

     จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์ (ค.ศ.1839-1937) เจ้าของอาณาจักรร็อกกี้เฟลเลอร์ คือพันธมิตรทางธุรกิจที่ใกล้ชิดของเจพี มอร์แกน (ค.ศ.1837-1913) เจ้าของธนาคารเจพีมอร์แกน และจาค็อบ ชิฟฟ์ (ค.ศ1847-1920) ผู้มีอิทธิพลทางการเงินมาที่สุดของอเมริกาในต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งทั้งสองเป็นตัวแทนของธนาคารร็อธไชลด์ในสหรัฐอเมริกา

      ปัจจุบันธนาคารเจพีมอร์แกนและธนาคารเชสแมนฮัตตัน ควบรวมกิจการกันเป็นธนาคารเจพีมอร์แกนเชส หนึ่งในธนาคารใหญ่ที่สุดในโลก

      ค.ศ.1938 มีการค้นพบน้ำมันดิบในซาอุดิอาระเบียที่เมืองดัมมัม บริษัทสแตนดาร์ดออยล์แห่งแคลิฟอร์เนีย (SOCAL) เข้ามารับสัมปทาน โดยทำสัญญาสัมปทานขุดเจาะน้ำมันกับอับดุลอะซีซ อัลสะอู๊ดเป็นเวลา 60 ปี โดยใน ค.ศ.1942 มีการตั้งบริษัทอาราเบียนอเมริกันออยล์ จำกัด (ARAMCO) ขึ้นมารับผิดชอบโดยตรง

     ปัจจุบันบริษัทสแตนดาร์ดออยล์ จำกัด คือบริษัทเชฟรอน เจ้าของแบรนด์ เอสโซ่ แอ็กซอน คาร์ลเท็กซ์ โมบิล เท็กซาโกและอีกหลากหลายแบรนด์ รายได้ในปีที่แล้วอยู่ที่ 12,900 ล้านดอลลาร์

     ปัจจุบันถึงแม้กิจการน้ำมันทั้งหมดของประเทศอาหรับในตะวันออกกลางจะถูกโอนเป็นของรัฐบาลแต่ละประเทศแล้ว แต่ในความเป็นจริงผู้ควบคุมปริมาณการผลิต (อุปทาน) ราคา และความต้องการของตลาด (อุปสงค์) อยู่ในการควบคุมของตลาดกลางซื้อขายน้ำมันในอัมสเตอร์ดัม นิวยอร์ค ลอนดอนและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นกลไกทางธุรกิจของ “นายธนาคารสากล”

     ซึ่งประเทศที่ร่ำรวย (เช่นประเทศในยุโรป) และประเทศที่ยากจน (ในเอเชียและแอฟริกา) ต่างต้องซื้อน้ำมันในราคาเดียวกันที่ถูกกำหนดโดย “ตลาดกลางน้ำมัน”

     ประเทศยากจนอย่างเช่น อัฟกานิสถานและประเทศยากจนในแอฟริกา ที่มีรายได้ต่อหัวต่อเดือนของประชากรคนละไม่กี่ร้อยดอลลาร์ ต้องซื้อน้ำมันราคาเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปและอเมริกาที่มีรายได้ต่อหัวหลายหมื่นดอลลาร์ แล้วประเทศเหล่านี้จะเอางบประมาณที่เหลือจากไหนไปพัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ ในขณะที่ประเทศร่ำรวยยังมีงบประมาณเหลือเฟือในการพัฒนาประเทศ ช่องว่างระหว่างประเทศที่ยากจนและประเทศที่ร่ำรวยก็จะยิ่งห่างขึ้นเรื่อย ๆ

     ซ้ำเติมด้วยปรัชญาการพัฒนาแบบทุนนิยมเสรี ประเภทใครมือยาวสาวได้สาวเอา ไร้จริยธรรมและมโนธรรม ทำให้แทนที่ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือและปัจจัยส่งเสริมสังคมที่อุดมด้วยความผาสุก มนุษย์ทุกคนได้รับการแบ่งปันความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียมกัน กลับกลายเป็นอาวุธที่พิฆาตเข่นฆ่ามนุษย์ที่อำมหิตและเลือดเย็นที่สุด

     กล่าวเฉพาะสำหรับประชาคมมุสลิม ที่ท่านศาสดาแห่งอิสลามได้สอนไว้ว่า “บุคคลใดตื่นขึ้นในตอนเช้าโดยไม่สนใจสภาพความเป็นไปของพี่น้องของเขา บุคคลนั้นไม่ใช่มุสลิม” และคำกล่าวในลักษณะอื่น ๆ อีกมากมายที่มีความหมายในบริบทเดียวกัน

      เราทราบหรือไม่ว่า ประเทศที่มีรายได้ประชากรต่อหัวสูงที่สุดในโลก (กาตาร์ รายได้ต่อหัว 146,000 ดอลลาร์) อันหมายถึงร่ำรวยที่สุดในโลก คือประเทศมุสลิมที่เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำมัน

และเราทราบหรือไม่ว่า ประเทศที่มีรายได้ประชากรต่อหัวต่ำที่สุดก็คือประเทศมุสลิม (อัฟกานิสถาน รายได้ต่อหัว 665 ดอลลาร์) เช่นกัน อันหมายถึงเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

      เป็นไปได้อย่างไร ที่ประชาคมซึ่งถือว่าความเป็นพี่น้อง ภารดรภาพ ความเสมอภาคและเอกภาพ เป็นสารัตถะสำคัญของความเชื่อและความศรัทธาเชิงสังคม ยังปล่อยให้สภาพเช่นนี้เกิดขึ้น!!

      หรือปรากฏการณ์เช่นนี้... คือดรรชนีบ่งชี้ความถูกต้องของตรรกะที่กล่าวว่า การถือกำเนิดขึ้นของประเทศอิสลามเหล่านี้ มิใช่เพื่อผลประโยชน์ของประชาคมมุสลิมและอิสลามแต่อย่างใด?!

      แต่คือแผนการปล้นสะดมทรัพยากรธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ด้วยความร่วมมือกันระหว่างมหาอำนาจผู้วางแผน กับผู้สมรู้ร่วมสมคิดที่เป็นผู้ปกครองหุ่นเชิด (Puppet rulers) ของมหาอำนาจเหล่านั้น โดยมีนายธนาคารสากลเป็นเจ้าของโรงละครหุ่นดังกล่าว

      ที่แท้เรากำลังนั่งดูละครหุ่นโรงใหญ่อยู่นี่เอง!!!

      นี่คือภาพส่วนหนึ่งของ “ระบบ” อันเลวร้ายที่ครอบงำมนุษยชาติอยู่ …

เรียบเรียง : Fareed Denyingyoch

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles