^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 91 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7551951
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
4033
8036
17542
117033
7551951

18-12-2018 เวลา 14 : 41

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

ศาสดาและวงศ์วานผู้ทรงเกียรติ

ความรักที่มีตออะฮลุลบัยติ์(ครอบครัว)ของทานศาสดา(ซ็อลฯ)

      คุณลักษณะเฉพาะประการหนึ่งของสหายและผู้ช่วยเหลือของท่านอิมามฮุเซน (อ.) หรือบรรดาชะฮีดแห่งกัรบะลา นั่นคือ ความรักและความผูกพันที่ลึกซึ้งและมั่นคงที่พวกเขามีต่ออะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อท่านอิมามฮุเซน (อ.) ผู้เป็นอิมามแห่งยุคสมัยของตนเอง และถือว่าเป็นอีกคุณลักษณะหนึ่งที่จะต้องมีสำหรับผู้รอคอยและผู้ปรารถนาจะมีส่วนร่วมในการเป็นผู้ช่วยเหลือท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้เป็นอิมามแห่งยุคสมัยของตัวเองไม่ว่าจะในช่วงเร้นกาย (ฆ็อยบะฮ์) หรือในช่วงปรากฏ (ซุฮูร) ของท่านก็ตาม

     ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การเร้นกาย (ฆ็อยบะฮ์) หรือการปรากฏ (ซุฮูร) ของท่านอยู่สังคมนั้นไม่มีความแตกต่างใดๆ สำหรับผู้รอคอยและผู้ช่วยเหลือที่แท้จริงของท่าน ชีอะฮ์ทุกคนนั้นต่างรอคอยการปรากฏกาย (ซูฮูร) ของท่าน และมีความปรารถนาที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือท่าน ทุกคนจะวิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าเสมอว่า

اللهم عجل لوليك الفرج و اجعلنا من انصاره واعوانه والمستشهدين بين يديه

“โอ้อัลลอฮ์ โปรดทรงรีบเร่งการคลี่คลายความทุกข์ยาก (และการปรากฏกาย) ของวะลีย์ (ผู้ปกครอง) ของพระองค์ด้วยเถิด และโปรดบันดาลให้เหล่าข้าฯ เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้ช่วยเหลือและผู้ให้การสนับสนุนท่าน และเป็นชะฮีดลงเบื้องหน้าท่าน”

     ชีอะฮ์ทุกคนคงไม่มีใครปฏิเสธว่าตนเองกำลังรอคอยการมาของท่านและเป็นผู้มีความปรารถนาที่ได้จะเป็นผู้ช่วยเหลือที่แท้จริงของท่าน ดุอาอาอ์บทหนึ่งที่เราทุกคนควรอ่านกันให้มากในยุคแห่งการรอคอยการมาของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) นั่นคือดุอาฮ์ “อัลอะฮ์ดุ” ในหนังสือ “มะฟาตีฮุลญินาน” (อ่านหลังนมาซซุบฮิ์) ใจความตอนหนึ่งของดุอาอ์บทนี้ได้กล่าวว่า

اَللّـهُمَّ اجْعَلْني مِنْ اَنْصارِهِ وَ اَعْوانِهِ وَ الذّابّينَ عَنْهُ وَ الْمُسارِعينَ اِلَيْهِ في قَضاءِ حَوائِجِهِ ، وَ الْمُمْتَثِلينَ لاِوامِرِهِ وَ الْمحامينَ عَنْهُ ، وَ السّابِقينَ اِلى اِرادَتِهِ وَ الْمُسْتَشْهَدينَ بَيْنَ يَدَيْهِ . اَللّـهُمَّ اِنْ حالَ بَيْني وَ بَيْنَهُ الْمَوْتُ الَّذي جَعَلْتَهُ عَلى عِبادِكَ حَتْماً مَقْضِيّاً فَاَخْرِجْني مِنْ قَبْري مُؤْتَزِراً كَفَنى شاهِراً سَيْفي مُجَرِّداً قَناتي مُلَبِّياً دَعْوَةَ الدّاعي فِي الْحاضِرِ وَ الْبادي

“โอ้อัลลอฮ์ โปรดบันดาลให้เหล่าข้าฯ เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้เหลือและผู้ให้การสนับสนุนท่าน เป็นผู้ปกป้องท่าน เป็นผู้รีบเร่งไปยังท่าน ในการทำให้สัมฤทธิ์ซึ่งความต้องการ (ฮาญัต) ต่างๆ ของท่าน เป็นผู้ปฏิบัติตามคำบัญชาต่างๆ ของท่าน เป็นผู้คุ้มครองท่าน เป็นผู้รีบรุดสู่ความประสงค์ต่างๆ ของท่าน เป็นเป็นชะฮีดอยู่เบื้องหน้าท่าน

     โอ้อัลลอฮ์หากความตายที่พระองค์ทรงทำให้มันเป็นกำหนดการที่แน่นอนตายตัวเหนือปวงบ่าวของพระองค์นั้น ได้ขวางกั้นระหว่างข้าฯ และระหว่างท่าน ดังนั้นขอให้พระองค์ทรงทำให้ข้าฯ ฟื้นขึ้นมาจากหลุมฝังศพของข้าฯ ในสภาพที่สวมใส่กะฝั่น (ผ้าห่อศพ) ของข้าฯ ถือดาบของข้าฯ เปลือยหอกของข้าฯ และตอบรับคำเรียกร้องของผู้เรียกร้อง (อิมามมะฮ์ดี) ทั้งที่อยู่ในเมืองและท้องทุ่งทะเลทราย” (1)

      ความรักหมายถึงอะไร ความรักนั้นคือความผูกพันอย่างหนึ่งระหว่างผู้รักและผู้ที่ถูกรัก ซึ่งแหล่งกำเนิดของมันนั้นอยู่ในหัวใจและด้านในของคนเรา แต่มันจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนทางภายนอก ในพฤติกรรมและการกระทำต่างๆ ของผู้ที่รัก เป็นความรักที่แท้จริงและมั่นคงยั่งยืนที่เป็นผลมาจากการรู้จัก (มะอ์ริฟะฮ์) ในตัวผู้ที่ตนเองรัก ดังที่ท่านอิมามซอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า

وَالحُبُّ فَرعُ المَعرِفَةِ

“และความรักนั้น คือผลที่เกิดจากการรู้จัก (มะอ์ริฟะฮ์)" (2)

      การรู้จัก (มะอ์ริฟะฮ์) และความรักนั้นจะต้องถูกสำแดงออกมาให้เห็นด้วยการเชื่อฟังและการปฏิบัติตามผู้ที่ตนเองรัก ดังที่ท่านอิมามบากิร (อ.) ได้กล่าวว่า

ما عَرَفَ اَللهَ مَن عَصاهُ

“บุคคลที่ละเมิดฝ่าฝืนอัลลอฮ์นั้น เขาไม่ได้รักพระองค์”

      พร้อมกันนั้นท่านได้กล่าวเป็นบทกวีว่า

تعصي الإله وأنت تظهر حبه *** هذا لعمرك في الفعال بديع لو كان حبك صادقاً لأطعتــه *** إن المحب لمن أحب مطيع

“ท่านละเมิดฝ่าฝืนพระเจ้าในขณะที่ท่านแสดงตนว่ารักพระองค์ ขอสาบานด้วยอายุขัยของท่านว่า สิ่งนี้ช่างเป็นพฤติกรรมที่แปลกใหม่ หากคามรักของท่านเป็นเรื่องสัจจริงแล้ว แน่นอนยิ่ง ท่านจะต้องเชื่อฟังพระองค์ เพราะแท้จริงผู้ที่รักนั้นย่อมจะต้องปฏิบัติตามผู้ที่เขารัก” (3)

      ความรักในอะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) : ในอัลกุรอาน ถือหนึ่งในหน้าที่จำเป็น (วาญิบ) สำหรับมุสลิมทุกคน นั่นคือการแสดงความรักต่ออะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ซึ่งเป็นคำบัญชาของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ใช้ให้ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ประกาศสิ่งนี้ให้แก่ประชาชาติของท่าน ในคัมภีร์อัลกุรอานหลายต่อหลายครั้งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า บรรดาศาสดาทั้งปวงนั้นจะไม่ขอรางวัลตอบแทนใดๆ ในการประกาศศาสนาของตนจากประชาชน โองการที่ 109 ถึง 180 เพื่อบรรยายถึงการปฏิบัติภารกิจของศาสดาท่านต่างๆ จะกล่าวซ้ำเช่นนี้ว่า

وَمَا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ مِنْ أَجْرٍ إِنْ أَجْرِيَ إِلَّا عَلَىٰ رَبِّ الْعَالَمِينَ

“และฉันมิได้ขอค่าตอบแทนในการนี้จากพวกท่าน ค่าตอบแทนของฉันมิได้มาจากผู้ใดนอกจากพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก”

      แต่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) เพียงท่านเดียวที่ได้พูดถึงรางวัลตอบแทนของตนจากประชาชาติของท่าน ในการประกาศศาสนาไว้ใน 3 โองการด้วยกัน ในโองการหนึ่ง อัลลอฮ์ทรงบัญชาต่อท่านโดยตรัสว่า

 قُل لَّا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ أَجْرًا إِلَّا الْمَوَدَّةَ فِي الْقُرْبَىٰ

“(โอ้มุฮัมมัด) จงกล่าวเถิดว่า ฉันไม่ได้ขอรางวัลตอบแทนใดๆ จากพวกท่านในการประกาศศาสนานี้ นอกจากความรักต่อเครือญาติใกล้ชิดของฉัน” (4)

      ในอีกโองการหนึ่งในอัลกุรอานบทซะบะอ์ โดยที่พระองค์ทรงตรัสว่า

قُلْ مَا سَأَلْتُكُم مِّنْ أَجْرٍ فَهُوَ لَكُمْ إِنْ أَجْرِىَ إِلَّا عَلَى اللَّهِ

“โอ้มุฮัมมัด จงกล่าวเถิดว่า รางวัลตอบแทนอันใดก็ตามที่ฉันได้ขอจากพวกท่าน ดังนั้นมันก็เพื่อตัวพวกท่านเอง ค่าตอบแทนของฉันมิได้มาจากผู้ใดนอกจาก ณ อัลลอฮ์เพียงเท่านั้น” (5)

      และในอีกโองการหนึ่งในอัลกุรอานบทอัลฟุรกอน โดยที่พระองค์ทรงตรัสว่า

قُلْ مَا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ مِنْ أَجْرٍ إِلَّا مَن شَاء أَن يَتَّخِذَ إِلَى رَبِّهِ سَبِيلًا

“(โอ้มุฮัมมัด) จงกล่าวเถิดว่า ฉันไม่ได้ขอค่าตอบแทนใดๆ จากพวกท่าน ในการประกาศศาสนานี้ เว้นแต่ (เพื่อ) ผู้ที่ประสงค์จะยึดเป็นแนวทางไปสู่พระผู้อภิบาลของเขา” (6)

     ดังนั้นจากการรวมโองการทั้งสามนี้เข้าด้วยกัน สามารถสรุปได้ว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) เองก็มิได้หวังรางวัลตอบแทนใดๆ จากมนุษย์หรือจากประชาชาติของท่านในการประกาศศาสนาอิสลาม รางวัลของท่านนั้นอยู่ ณ อัลลอฮ์ แต่ท่านต้องการจะกล่าวว่า การที่ฉันขอสิ่งตอบแทนจากพวกท่านและกล่าวกับพวกท่านทั้งหลายว่า “จงรักอะฮ์ลุลบัยติ์” ของฉันนั้น ก็เนื่องจากว่าคุณประโยชน์ของสิ่งตอบแทนดังกล่าวนี้จะย้อนกลับไปสู่ตัวพวกท่านเองเพียงเท่านั้น เพราะใครก็ตามที่รักและมีความผูกพันต่ออะฮ์ลุลบัยติ์ของฉัน ก็เท่ากับเขาได้ปฏิบัติตามพวกเขา และใครก็ตามที่ปฏิบัติตามอะฮ์ลุลบัยติ์ผู้นำที่บริสุทธิ์เหล่านี้ ก็เท่ากับเขาได้ปฏิบัติตามและมั่นคงอยู่ในทางอันเที่ยงตรงของพระผู้เป็นเจ้า

     ดังนั้นคุณประโยชน์ของสิ่งตอบแทนที่ท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) เรียกร้องจากเรานั้น คือสิ่งที่จะย้อนกลับไปสู่ตัวเราเอง เหมือนกับครูที่จะกล่าวกับลูกศิษย์ของตนเองว่า ฉันไม่ต้องการค่าตอบแทนใดๆ จากพวกเธอ นอกจากขอให้เธอตั้งใจเรียนให้ดีเพียงเท่านั้น การตั้งใจเรียนนี้คุณประโยชน์ของมันก็ย้อนกลับไปสู่ตัวนักเรียนเอง

     ศาสนา คือเรื่องของความรักและการปฏิบัติตาม : บุร็อยด์ บินมุอาวิยะฮ์ อัลอิจญ์ลี ได้เล่าว่า ในขณะที่ฉันอยู่กับท่านอิมามบากิร (อ.) ชายชาวคุราซานผู้หนึ่งได้เดินทางด้วยเท้าเพื่อมาพบท่านอิมาม (อ.) เขาได้เอาเท้าที่บวมและถลอกออกจากรองเท้าของเขา พร้อมกับกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่ได้นำพาข้าพเจ้ามาจากดินแดนอันไกลโพ้น (มาถึงที่แห่งนี้) นอกจากความรักที่มีต่อพวกท่าน ผู้เป็นอะฮ์ลุลบัยติ์ (ของท่านศาสดา)”

     ท่านอิมามบากิร (อ.) ได้กล่าวว่า

والله لو احبنا حجر حشره الله معنا و هل الدین الا الحب؟

"ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ มาตรแม้นว่าหินก้อนหนึ่งรักเรา อัลลอฮ์ก็จะทรงรวมมันขึ้นมาพร้อมกับเรา (ในวันชาติหน้า) และศาสนานั้นเป็นอื่นไปนอกจากความรักกระนั้นหรือ! แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงตรัสว่า

قُلْ إِن كُنتُمْ تُحِبُّونَ اللّهَ فَاتَّبِعُونِي يُحْبِبْكُمُ اللّهُ وَيَغْفِرْ لَكُمْ ذُنُوبَكُمْ

"(โอ้มุฮัมมัด) จงกล่าวเถิดว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮ์ ดังนั้นจงปฏิบัติตามฉันเถิด แล้วอัลลอฮ์จะทรงรักพวกท่านและจะทรงอภัยโทษความผิดบาปทั้งหลายของพวกท่านให้แก่พวกท่าน" (7)

และพระองค์ได้ทรงตรัสว่า :

يُحِبُّونَ مَنْ هَاجَرَ إِلَيْهِمْ

"พวกเขารักผู้ที่อพยพมายังพวกเขา" (8)

      จากนั้นท่านได้กล่าวต่ออีกว่า

وهل الدِّين إلّا الحبّ

"และศาสนานั้นเป็นอื่นไปนอกจากความรักกระนั้นหรือ!" (9)

      ความรักในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า : ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า

هَلِ الدّينُ إلَّا الحُبُّ وَالبُغضُ ؟! قالَ اللهُ عَزَّوجَلَّ : إِن كُنتُمْ تُحِبُّونَ اللَّهَ فَاتَّبِعُونِى يُحْبِبْكُمُ اللَّهُ

“ศาสนานั้นเป็นอื่นไปนอกจากความรักและความเกลียดชังกระนั้นหรือ! อัลลอฮ์ทรงเกริกเกียรติเกรียงไกรได้ทรงตรัสว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮ์ ดังนั้นจงปฏิบัติตามฉันเถิด แล้วอัลลอฮ์จะทรงรักพวกท่าน” (10)

      ศาสนาอิสลามนั้นเน้นย้ำในเรื่องของความรักในหนทางของพระผู้เป็นเจ้าอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำในเรื่องของความเกลียดชังและการเป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งที่จะนำพาเราออกห่างจากพระผู้เป็นเจ้า เป็นไปไม่ได้ที่มุอ์มิน (ผู้ศรัทธา) คนหนึ่ง จะรักอัลลอฮ์ (ซ.บ.) แต่ในขณะเดียวกันก็รักศัตรูของอัลลอฮ์ด้วย ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้กล่าวว่า

الحُبُّ فِي اللهِ فَريضَةٌ ، وَ البُغضُ فِي اللهِ فَريضَةٌ

“ความรักในหนทางของอัลลอฮ์นั้นเป็นข้อกำหนดบังคับ (ฟะรีเฎาะฮ์) และความเกลียดชังในหนทางของอัลลอฮ์ก็เป็นข้อกำหนดบังคับ (ฟะรีเฎาะฮ์)” (11)

     ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวว่า

واصِلوا مَن تُواصِلونَهُ فِي اللهِ ، وَ اهجُروا مَن تَهجُرونَهُ فِي اللهِ سُبحانَهُ

“พวกท่านจะผูกสัมพันธ์กับใครก็ตาม จงผูกสัมพันธ์กับเขาในทางของอัลลอฮ์ และจะตัดขาดจากใครก็ตาม จงตัดขาดเขาในทางของอัลลอฮ์ (ซบ.)” (12)

     กล่าวคือ เราจะต้องเลือกครบมิตรและเชื่อมสัมพันธ์ตนเองกับผู้ที่จะช่วยให้เรามั่นคงอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าเพียงเท่านั้น และจะต้องตัดสัมพันธ์กับผู้ที่จะทำให้เราเบี่ยงเบนออกจากทางนำของพระผู้เป็นเจ้า ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า

حُبُّ أولِياءِ اللهِ وَ الوِلايَةُ لَهُم واجِبَةٌ ، وَ البَراءَ ةُ مِن أعدائِهِم واجِبَةٌ

“ความรักต่อบรรดาผู้ปกครองของอัลลอฮ์ และการปฏิบัติตามอำนาจการปกครองของพวกเขานั้นเป็นสิ่งจำเป็น (วาญิบ) และการเอาตัวออกห่างจากศัตรูของพวกเขาก็เป็นสิ่งจำเป็น (วาญิบ)” (14)

    ท่านอิมามริฎอ (อ.) กล่าวว่า

حُبُّ أولِياءِ اللهِ تَعالى واجِبٌ ،و كَذلِكَ بُغضُ أعداءِ اللهِ وَ البَراءَ ةُ مِنهُم و مِن أئِمَّتِهِم

“ความรักต่อบรรดาผู้ปกครองของอัลลอฮ์ (ตะอาลา) นั้นเป็นวาญิบ และเช่นเดียวกันนี้ ความเกลียดชังต่อศัตรูของอัลลอฮ์ และการนำตัวออกห่างจากพวกเขาและจากผู้นำของพวกเขา” (15)

      ตัวอย่างของผู้ที่มีความรักความผูกพันต่ออะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) : ในวันอัรบะอีน ขณะที่ท่านญาบิรบินอัลดุลลอฮ์ อันซอรี ทำการซิยาเราะฮ์ (เยี่ยมเยียน) หลุมศพของท่านอิมามฮุเซน (อ.) นั้น ท่านกล่าวว่า

السَّلَامُ عَلَيْكُمْ أَيُّهَا الْأَرْوَاحُ الَّتِي حَلَّتْ بِفِنَاءِ الْحُسَيْنِ وَ أَنَاخَتْ بِرَحْلِهِ ، أَشْهَدُ أَنَّكُمْ أَقَمْتُمُ الصَّلَاةَ ، وَآتَيْتُمُ الزَّكَاةَ ، وَ أَمَرْتُمْ بِالْمَعْرُوفِ ، وَ نَهَيْتُمْ عَنِ الْمُنْكَرِ ، وَ جَاهَدْتُمُ الْمُلْحِدِينَ ، وَ عَبَدْتُمُ اللَّهَ حَتَّى أَتَاكُمُ الْيَقِينُ ، وَ الَّذِي بَعَثَ مُحَمَّداً بِالْحَقِّ لَقَدْ شَارَكْنَاكُمْ فِيمَا دَخَلْتُمْ فِيهِ .

“ขอความสันติจงมีแด่ท่านโอ้ดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่รายล้อมอยู่รอบสถานที่ฝังศพของท่านฮุเซน (อ.) และได้พบกับความสงบมั่นแล้ว ข้าฯ ขอเป็นพยานว่าพวกท่านได้ดำรงไว้ซึ่งการนมาซ พวกท่านได้จ่ายซะกาต พวกท่านได้กำชับความดีและห้ามปรามความชั่วแล้ว และพวกท่านได้ต่อสู้กับบรรดาผู้ปฏิเสธ และพวกท่านได้เคารพภักดีอัลลอฮ์จนกระทั่งยะกีน (ความตาย) ได้มาถึงยังพวกท่าน ข้าฯ ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงแต่งตั้งมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ด้วยกับสัจธรรมว่า แน่นอนยิ่ง เราได้มีส่วนร่วมกับพวกท่านแล้วในสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกท่าน"

      อะฏียะฮ์ อัลเอาฟีย์ ได้กล่าวกับท่านญาบิรว่า

“เราจะมีส่วนร่วมกับพวกเขาได้อย่างไร ในขณะที่เรามิได้เดินทางผ่านท้องทุ่งทะเลทราย และมิได้ข้ามผ่านหุบเขาต่างๆ และมิได้จับดาบต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ ในขณะที่กลุ่มคนเหล่านี้ศีรษะและเรือนร่างของพวกเขาถูกแยกออกจากกันและเป็นชะฮีด ลูกๆ ของพวกเขาก็กลายเป็นกำพร้า และภรรยาของพวกเขาก็ต้องเป็นหม้าย”

      ท่านญาบิรได้กล่าวว่า

يَا عَطِيَّةُ ، سَمِعْتُ حَبِيبِي رَسُولَ اللَّهِ ( صلى الله عليه و آله ) يَقُولُ: "مَنْ أَحَبَّ قَوْماً حُشِرَ مَعَهُمْ ، وَ مَنْ أَحَبَّ عَمَلَ قَوْمٍ أُشْرِكَ فِي عَمَلِهِمْ

“โอ้อะฏียะฮ์เอ่ย! ฉันได้ยินท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้กล่าวว่า ผู้ใดก็ตามที่รักกลุ่มชนหนึ่ง เขาก็จะถูกรวมขึ้นพร้อมกับพวกเขาเหล่านั้น และผู้ใดก็ตามที่รักการกระทำของกลุ่มชนหนึ่ง เขาก็จะมีส่วนร่วมในการกระทำของพวกเขาเหล่านั้น”

      จากนั้นท่านได้กล่าวว่า

وَالَّذِي بَعَثَ مُحَمَّداً بِالْحَقِّ نَبِيّاً إِنَّ نِيَّتِي وَ نِيَّةَ أَصْحَابِي عَلَى مَا مَضَى عَلَيْهِ الْحُسَيْنُ وَ أَصْحَابُه

“ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงแต่งตั้งมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ด้วยกับสัจธรรมว่า แท้จริงเจตนา (เหนียต) ของฉันและเจตนาของบรรดาสหายของฉัน อยู่บนสิ่งที่ฮุเซนและบรรดาสหายของท่านได้กระทำไป” (16)

 

      ความรักที่มีต่ออิมามฮุเซน (อ.) : ท่านอิมามฮุเซน (อ.) เป็นที่รักของดวงใจทั้งมวล แต่บรรดาสหาย (สาวก) และผู้ช่วยเหลือของท่านอิมาม (อ.) มีความรักและความผูกพันต่อท่านมากกว่าบุคคลอื่นใดทั้งหมด และด้วยกับความรักที่มีต่อท่านอิมามฮุเซน (อ.) นี่เองที่ไฟแห่งความรักและความผูกพันที่มีต่อลูกของตัวเองได้ถูกดับลงในแผ่นดินกัรบาลา และถูกแทนที่ด้วยความรักและความผูกพันที่แท้จริง

     ณ กัรบะลา ในวันอาชูรอ ในระหว่างการต่อสู้นั้น ท่านอิมามฮุเซน (อ.) ได้กล่าวกับบิชร์ บินอัมร์ ฮัฎรอมีย์ (ชาวเยเมน) ว่า “พวกเขาได้จับตัวลูกของเจ้าที่ชายแดนเมืองเรย์ไว้เป็นเชลย” เขาได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะขอเอาสิ่งทดแทนชีวิตของเขาและของตัวข้าพเจ้าจาก ณ อัลลอฮ์ ข้าพเจ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรเล่า หลังจากที่เขาถูกจับเป็นเชลย”

     เมื่อท่านอิมาม (อ.) ได้ยินคำพูดเช่นนั้นของเขา ท่านจึงกล่าวว่า “ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาเจ้า เจ้าเป็นอิสระแล้วจากการให้สัตยาบัน (บัยอัต) ต่อฉัน ดังนั้นเจ้าจงไปเถิด แล้วจงหาทางไถ่ตัวลูกของเจ้าจากการเป็นเชลย”

     เขาตอบว่า

أكلَتْني السباعُ حيّاً إن فارقتُك يا أبا عبدالله

“ขอให้สัตว์ร้ายจงกัดกินข้าพเจ้าทั้งเป็นเถิด หากข้าพเจ้าได้แยกตัวไปจากท่าน โอ้ท่านอบาอับดิลลาฮ์!”

      ท่านอิมาม (อ.) จึงกล่าวกับเขาว่า “ดังนั้นจงมอบเสื้อผ้า 5 ชุดนี้ให้แก่มุฮัมมัดลูกชายของเจ้า เพื่อใช้ในการไถ่ตัวน้องชายของเขา” ท่านอิมาม (อ.) ได้มอบเสื้อผ้าห้าชุดนั้นแก่เขา ซึ่งมีราคาหนึ่งพันดีนาร (17)

      และเขาเองก็ได้เป็นชะฮีดลงในการโจมตีครั้งแรก และในบทซิยาเราะฮ์อันนาฮิยะฮ์อัลมุก็อดดะซะฮ์ ในซิยาเราะฮ์ต่อท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) และบรรพบุรุษของท่าน เราจะกล่าวกับบรรดาชะฮีดแห่งกัรบะลา ใจความตอนหนึ่งจะกล่าวโดยตรงต่อบิชร์ บินอัมร์ ฮัฎรอมีย์ ว่า

 السّلام على بِشرِ بن عُمَر الحَضْرميّ، شكَرَ اللهُ قولَك للح

سين ـ وقد أذِنَ لك في الانصراف: أكلَتْني إذَنِ السِّباعُ حيّاً إنْ فارَقْتُك وأسألُ عنك الرُّكْبان، وأخْذُلُك مع قلّةِ الأعوان، لا يكونُ هذا أبداً!

“ขอความสันติจงมีแด่บิชร์ บินอุมัร อัลฮัฎรอมีย์ ขออัลลอฮ์ทรงตอบแทนรางวัลแด่คำพูดของท่านที่กล่าวต่อท่านอิมามฮุเซน (อ.) ในขณะที่ท่าน (อิมาม) ได้อนุญาตแก่ท่านให้ออกจากการต่อสู้ได้ว่า : ขอให้สัตว์ร้ายจงกัดกินข้าพเจ้าทั้งเป็นเถิด หากข้าพเจ้าได้แยกตัวไปจากท่าน แล้วข้าพเจ้าจะสอบถามจากบรรดาผู้ขี่อูฐเกี่ยวกับข่าวคราวท่าน ในขณะที่ข้าพเจ้าได้ทอดทิ้งท่าน ทั้งๆ ที่มีผู้ช่วยเหลือจำนวนน้อยนิด สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน” (18)

     ท่านอบัลฟัฎลิ์ อัลอับบาส (อ.) ผู้ซึ่งมีความรู้จัก (มะอ์ริฟะฮ์) และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อนท่านอิมามฮุเซน (อ.) ผู้เป็นนายของตน ท่านได้กล่าวกับท่านอิมาม (อ.) ผู้เป็นที่รักยิ่งของท่านก่อนจะออกสู่สมรภูมิเช่นนี้ว่า

يا أبا عبدِ اللَّهْ: واللَّهِ، ما أمسَى على وَجْهِ الأرضِ قريبٌ ولا بعيدٌ أعزُّ عليَّ ولا أحبُّ إليَّ منكْ

“โอ้ท่านอบาอับดิลลาฮ์ ขอสาบานต่อัลลอฮ์ว่า ไม่มีผู้ใดในหน้าแผ่นดินนี้ ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ ที่จะมีเกียรติยิ่งและเป็นที่รักยิ่งสำหรับข้าพเจ้ายิ่งไปกว่าท่าน...” (19)

     ความรักแบบเดียวกันนี้นั่นเองที่ทำให้บรรดาผู้รอคอยการปรากฏกาย (ซุฮูร) ของท่านอิหม่ามมะฮ์ดี (อ.ญ.) ต้องร้องไห้รำพันและโอดครวญเนื่องจากการจำพรากจากผู้ที่ตนรักและผูกพัน (ในคำอ่านของดุอาอ์นุดบะฮ์ของตน) ว่า

أَيْنَ الْحَسَنُ أَيْنَ الْحُسَيْنُ؟ أَيْنَ أَبْناءُ الْحُسَيْنِ؟

“อยู่ไหนกันเล่าท่านอิมามฮะซัน อยู่ไหนกันเล่าท่านอิมามฮุเซน อยู่ไหนกันเล่าลูกหลานของท่านฮุเซน”

أَيْنَ بَقِيَّةُ اللَّهِ الَّتى لا تَخْلُوا مِنَ الْعِتْرَةِ الْهادِيَةِ؟

“อยู่ไหนเล่าท่านบะกียะตุลลอฮ์ ผู้ซึ่งโลกจะไม่ว่างเปล่าจากอิตเราะฮ์ (เชื้อสายของท่านศาสดา) ผู้ชี้นำ (ประชาชาติ)”

أَيْنَ الطّالِبُ بِدَمِ الْمَقْتُولِ بِكَرْبَلاءَ؟

“อยู่ไหนเล่าผู้ที่จะมาทวงหนี้เลือดของ (ท่านอิมามฮุเซน) ผู้ถูกสังหารในแผ่นดินกัรบะลา”

     และพวกเขาพร้อมที่จะสละโลกและทุกอย่างในโลกนี้ เพื่อที่จะได้พบเห็นหน้าของผู้เป็นที่รักของตน

عَزِيزٌ عَلَيَّ أَنْ أَرى الخَلْقَ وَلاتُرى وَلا أَسْمَعُ لَكَ حَسِيساً وَلا نَجْوى

“ช่างเป็นความเจ็บปวดสำหรับข้าฯ เสียนี่กระไร ที่ข้าฯ ได้พบเห็นผู้คนทั้งหลาย แต่กลับไม่ได้พบเห็นท่าน และไม่ได้รับฟังเสียงของท่าน แม้จะเป็นเสียงที่แผ่วเบา”

عَزِيزٌ عَلَيَّ أَنْ تُحِيطَ بِكَ دُونِيَ البَلْوى وَلا يَنالُكَ مِنِّي ضَجِيجٌ وَلا شَكْوى

“ช่างเจ็บปวดสำหรับข้าฯ เสียนี่กระไร ที่ความทุกข์ยากทั้งหลายได้ห้อมล้อมท่านโดยที่ไม่มีข้าฯ อยู่ด้วย และเสียงเรียกร้องคร่ำครวญและการร้องทุกข์จากข้าฯ นั้นไปไม่ถึงท่าน”

هَلْ إِلَيْكَ يَابْنَ أَحْمَدَ سَبيلٌ فَتُلْقى؟

“มีหนทางใดบ้างไหมที่จะไปยังท่าน เพื่อที่เราจะได้พบกับท่าน” (20)

     ท่านอิมามมูซา กาซิม (อ.) ได้แจ้งข่าวดีสำหรับผู้ที่มั่นคงอยู่บนความรักและการยึดมั่นต่อท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) ว่า พวกเขาเหล่านั้นจะได้อยู่ในฐานันดรเดียวกับบรรดาอิมามและอะฮ์ลุลบัยติ์ (อ.) ในสรวงสวรรค์ โดยท่านได้กล่าวว่า

طوبى لشيعتنا، المتمسكين بحبلنا في غيبة قائمنا، الثابتين على موالاتنا والبراءة من أعدائنا، أولئك منا ونحن منهم، قد رضوا بنا أئمة، ورضينا بهم شيعة، فطوبى لهم، ثم طوبى لهم، وهم والله معنا في درجاتنا يوم القيامة

“ความโชคดีจงมีแด่ชีอะฮ์ของเรา ผู้ที่ยึดมั่นต่อสายเชือกของเราในยุคแห่งการเร้นกาย (ฆ็อยบะฮ์) ของกออิมของเรา ผู้ที่มั่นคงอยู่บนความรักและการปฏิบัติตามเราและแสดงความเป็นปรปักษ์และการแยกตัวออกจากบรรดาศัตรูของเรา บุคคลเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งจากเราและเราก็เป็นส่วนหนึ่งจากพวกเขา พวกเขาพึงพอใจต่อการเป็นอิหม่ามของเรา และเราก็พึงพอใจต่อการเป็นชีอะฮ์ของพวกเขา ดังนั้นความโชคดีจงมีแด่พวกเขา และความโชคดีจงมีแด่พวกเขา และขอสาบานต่ออัลลอฮ์ พวกเขาจะได้อยู่ร่วมกับเราในฐานันดรเดียวกับเราในวันชาติหน้า” (21)

แหล่งอ้างอิง :

(1) มะฟาตีฮุลญินาน

(2) มิศบาหุชชะรีอะฮ์, บาบที่หนึ่ง, หน้าที่ 4

(3) ตุหะฟุลอุกูล, หน้าที่ 284

(4) อัลกุรอานบทอัชชูรอ โองการที่ 23

(5) อัลกุรอานบทซะบะอ์ โองการที่ 47

(6) อัลกุรอานบทอัลฟุรกอน โองการที่ 57

(7) อัลกุรอานบทอาลิอิมรอน โองการที่ 31

(8) อัลกุรอานบทอัลฮัชร์ โองการที่ 9

(9) มุสตัดร็อก อัลวะซาอิล, เล่มที่ 12, หน้าที่ 219

(10) อัลมุสตักร็อก อะลัซซอฮีฮัยน์, เล่มที่ 2, หน้าที่ 319, ฮะดีษที่ 3148

(11) กันซุ้ลอุมมาล, เล่มที่ 9, หน้าที่ 11, ฮะดีษที่ 24688

(12) ฆุร่อรุ้ลหิกัม, ฮะดีษที่ 10120

(13) อัลคิซ้อล, หน้าที่ 607, ฮะดีษที่ 9

(14) อัลคิซ้อล, หน้าที่ 607, ฮะดีษที่ 9

(15) อุยูนุ อัคบาริรริฎอ (อ.) เล่มที่ 2, หน้าที่ 124, ฮะดีษที่ 1

(16) บิฮารุ้ลอันวาร, เล่มที่ 65, หน้าที่ 130

(17) อัลลุฮูฟ, หน้าที่ 40–41

(18) อิกบาลุลอะอ์มาล, ซัยยิด อิบนิฏอวูซ, หน้าที่ 576

(19) อิกบาลุลอะอ์มาล, ซัยยิด อิบนิฏอวูซ, หน้าที่ 576

(20) ดุอานุดบะฮ์, มะฟาตีฮุลญินาน

(21) กะมาลุดดีน, เล่มที่ 2, หน้าที่ 4, ฮะดีษที่ 5

เรียบเรียง : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles