^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 122 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7529195
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
977
7237
40385
94277
7529195

15-12-2018 เวลา 03 : 32

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

บทความศาสนา

3 รอบิอุ้ลเอาวัล วันครบรอบเหตุการณ์เผาอาคารกะอ์บะฮ์

     เหตุการณ์การเผาอาคารกะอ์บะฮ์เกิดขึ้นในวันที่ 3 เดือนรอบิอุ้ลเอาวัล ฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 64 โดยคำสั่งของยะซีด ในขณะที่ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ในวันอาชูรอ ปี ฮ.ศ. 62 ยะซีดได้ก่ออาชญากรรมที่ใหญ่หลวง คือการออกคำสั่งให้สังหารท่านอิมามฮุเซน (อ.) และบรรดาสหายของท่าน

ราชวงศ์ซะอูดทำให้นึกถึงพฤติกรรมของพวกยะซีด ในการเข่นฆ่าชาวมุสลิม

      เหตุการณ์การเข่นฆ่าชาวมุสลิมโดยกลุ่มต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดีในนาม "ซะละฟี" และ "ตักฟีรี" และในอีกด้านหนึ่งการเข่นฆ่าชาวมุสลิมโดยราชวงศ์ซะอูดในช่วงหลายปีมานี้ทำให้นึกถึงการกระทำต่างๆ ของบรรพบุรุษของพวกเขาในการเผาอาคารกะอ์บะฮ์

      เหตุการณ์การเผาอาคารกะอ์บะฮ์ด้วยเป้าหมายที่จะปราบปรามและทำลายการก่อกบฏของอับดุลลอฮ์ อิบนิซุเบรนั้น เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนชาวมะดีนะฮ์ในตำบลฮัรเราะฮ์ไม่นานนัก ในเหตุการณ์นี้เริ่มต้นยะซีดได้ออกคำสั่งแก่อุมัร บินซะอีด อัชดัก และอุบัยดิลลาฮ์ อิบนิซิยาด ให้ทำลายอาคารกะอ์บะฮ์ แต่ต้องเผชิญกับการคัดค้านของพวกเขา หลังจากนั้นเขาจึงออกคำสั่งนี้แก่มุสลิม บินอุกบะฮ์ (1)

การเผาอาคารกะอ์บะฮ์ด้วยการยิงลูกไฟเข้าไป โดยคำสั่งของยะซีด

     ในหนังสือตารีค (ประวัติศาสตร์) ของอิบนิอะซัร ได้บันทึกไว้ว่า : หลังจากที่ภารกิจของมุสลิม บินอุกบะฮ์ ในการเข่นฆ่าประชาชนมะดีนะฮ์และการปล้นสะดมพวกเขาได้เสร็จสิ้นลง เขาได้ออกเดินทางมุ่งสู่นครมักกะฮ์พร้อมกับบรรดาผู้ร่วมทางของตนเพื่อปราบปรามอิบนิซุเบร แต่แล้วเขาได้เสียชีวิตลงในสถานที่ที่มีชื่อว่า "มุชัลลัล" (อยู่ระหว่างมักกะฮ์และมะดีนะฮ์) หลังจากการตายของเขา ฮะซีน บินนุมัยร์ ได้รับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกองทัพ และมุ่งหน้าต่อไปยังนครมักกะฮ์ ในนครมักกะฮ์เขาได้เผชิญหน้ากับการต่อต้านของประชาชน จนกระทั่งสงครามได้ดำเนินยืดเยื้อถึงสองเดือน คือเดือนมุฮัรรอมและเดือนซอฟัร แต่ในที่สุดในวันที่ 3 เดือนรอบิอุ้ลเอาวัล พวกเขาก็ได้โจมตีอาคารกะอ์บะฮ์ด้วยมันญะนีก (แท่นยิงลูกหินและไฟ) ทำให้กะอ์บะฮ์ถูกเผาไหม้ และได้ทำการปิดล้อมอิบนิซุเบร (2)  

     อิบนุกุตัยบะฮ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์” ของตนว่า : (ฮะซีน) บินนุมัยร์ ได้มุ่งหน้าเดินทางไปจนถึงมักกะฮ์ และได้ส่งทหารกลุ่มหนึ่งไปเพื่อยึดครองพื้นที่ส่วนที่ต่ำของมักกะฮ์ และได้ติดตั้งมันญะนีก (แท่นยิงลูกหินและไฟ) ของพวกเขาในบริเวณนั้น และเขาได้ออกคำสั่งแก่ทหารของตนว่าทุกวันให้ยิงลูกหินขนาดใหญ่จำนวนนับหมื่นลูกไปยังมัสยิดิลฮะรอม (3) ด้วยเหตุนี้เองในปี ฮ.ศ.64 พวกเขาจึงได้ทำลายอาคารกะอ์บะฮ์ลงด้วยมันญะนีกโดยคำสั่งของยะซีด เหตุการณ์โศกนาฏกรรมนี้ได้เกิดขึ้นก่อนการตายของยะซีดเพียง 11 วัน (4)

โศกนาฏกรรมแห่งฮัรเราะฮ์และการเข่นฆ่าชาวมะดีนะฮ์โดยยะซีด

     แต่เรื่องราวก่อนหน้านี้ที่รู้จักกันดีในนาม "เหตุการณ์แห่งฮัรเราะฮ์" หรือ "การยืนหยัดต่อสู้แห่งฮัรเราะฮ์" นั้นถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่มืดมนและเป็นโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุด หลังจากเรื่องราวการเป็นชะฮีดของท่านอิมามฮุเซน (อ.) ที่เกิดขึ้นโดยยะซีด เหตุการณ์นี้เป็นการยืนหยัดขึ้นของประชาชนชาวมะดีนะฮ์เพื่อต่อต้านการปกครองของยะซีด ซึ่งเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ.63 โดยการนำของอับดุลลอฮ์ บินฮันซอละฮ์ บินอบีอามิร ในการเผชิญหน้ากับมุสลิม บินอุกบะฮ์ ผู้บัญชาการกองทัพของเมืองชาม ที่นำไปสู่การปราชัยของการยืนหยัดต่อสู้ครั้งนี้ เกี่ยวกับสาเหตุของการยืนหยัดต่อสู้หรือการก่อจลาจลนั้น กล่าวกันว่าเกิดจาก หนึ่ง อาชญากรรมที่มากมายของยะซีด เช่นการสังหารท่านอิมามฮุเซน (อ.) สอง การให้สัตยาบัน (บัยอัต) ของประชาชนต่ออับดุลลอฮ์ อิบนิซุเบร และการถอดถอนยะซีดจากการเป็นผู้ปกครอง (คิลาฟะฮ์) (5) สาม การพบเห็นและแพร่กระจายความสนุกสนานกนอย่างเป็นบ้าเป็นหลังและการมัวเมาของยะซีดในหมู่ประชาชนมะดีนะฮ์ (6)

     เมื่อข่าวการเคลื่อนพลของกองทัพของยะซีดได้ไปถึงประชาชนมะดีนะฮ์ พวกเขาได้ขุดสนามเพาะรอบเมืองมะดีนะฮ์และหาที่หลบภัย มุสลิม บินอุกบะฮ์ได้ให้เวลาประชาชนมะดีนะฮ์สามวัน ภายหลังจากวนรอบสนามเพาะ เขาได้เข้าสู่เมืองจากด้านหลัง โดยการช่วยเหลือและการทรยศของเผ่าบนีฮาริษะฮ์ เขาได้ก่ออาชญากรรมถึงขั้นที่ถูกรู้จักในนาม “มุจญ์ริม” (อาชญากร) และ “มุซริฟ” (ผู้เข่นฆ่าชีวิตอย่างมากมาย) เขาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของยะซีด โดยอนุญาตให้บรรดาทหารทำการเข่นฆ่าและปล้นสะดมทรัพย์สินของประชาชนเป็นเวลาถึงสามวัน เหตุการณ์ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่ป่าเถื่อนที่สุดหลังจากการถูกสังหารของท่านอิมามฮุเซน (อ.) บรรดานักบันทึกประวัติศาสตร์ทั้งหมดได้อธิบายเหตุการณ์ครั้งนี้และมีความเห็นตรงกันว่าในเหตุการณ์ครั้งนี้ชาวเมืองชามได้เข่นฆ่าซอฮาบะฮ์ (สาวกของศาสดา) ทั้งจากชาวมุฮาญิรีนและชาวอันซอรเป็นจำนวนมาก และโดยการอนุมัติของยะซีดพวกเขาได้ทำให้เมืองมะดีนะฮ์เป็นที่อนุญาตแก่กองทัพของพวกเขา (ในการกระทำที่อุกอาจและป่าเถื่อน) เป็นเวลาสามวัน (7)

การเข่นฆ่าบรรดาสาวกของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมแห่งฮัรเราะฮ์

     ยังได้มีรายงานเช่นกันว่าในวันแห่งเหตุการณ์ฮัรเราะฮ์นั้น บรรดาสาวก (ซอฮาบะฮ์) ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) จำนวน 70 คนถูกฆ่าตาย ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ชาวบะดัร (ซอฮาบะฮ์ที่เข้าร่วมในสงครามบะดัร) ไม่มีเหลืออยู่อีกเลย และ 700 คนจากชาวมุฮาญิรีน (ผู้อพยพจากนครมักกะฮ์) และชาวอันซอร (ผู้ช่วยเหลืออิสลามจากนครมะดีนะฮ์) พร้อมกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ ของอาหรับและตาบิอีน (ชนรุ่นหลังจากซอฮาบะฮ์) จำนวน 10,000 คนก็ถูกฆ่าตาย (8) ในหนังสือตารีคยะกูบีได้รายงานว่า ในเหตุการณ์นี้พวกเขาได้ทำให้เมืองของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กลายเป็นที่อนุมัติ (มุบาห์) โดยทำให้บรรดาหญิงสาวบริสุทธิ์นับพันคนต้องให้กำเนิดทารกโดยไม่มีพ่อ

     เรื่องราวการสังหารท่านอิมามฮุเซน (อ.) พร้อมด้วยบรรดาสหายผู้ช่วยเหลือและการตกเป็นเชลยของครอบครัวของท่าน โศกนาฏกรรมฮัรเราะฮ์ในมะดีนะฮ์และการเผาอาคารกะอ์บะฮ์ที่เกิดขึ้นโดยยะซีด ผู้ที่ดื่มสุราเมรัยเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเขา การเล่นกับสัตว์และการจัดให้มีการละเล่นที่ไร้สาระคือการพักผ่อนหย่อนใจของเขา ขณะนี้บรรดายะซีดแห่งยุคสมัยที่เรียกกันว่า “พวกตักฟีรี ซะละฟีและราชวงศ์ซะอูด” ก็คือผู้ที่กำลังสืบสานแนวทางของบรรพบุรุษของตนอย่างเช่นยะซีดอยู่

การเข่นฆ่าชาวมุสลิมโลกทำให้นึกถึงพฤติกรรมของพวกยะซีด

      เรื่องราวการเข่นฆ่าชาวมุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลายปีมานี้ โดยกองทัพผู้ปฏิเสธ (กุฟร์) ที่รู้จักกันดีในนาม ไซออนิสต์ ซะละฟี ตักฟีรีและไอซิส และในอีกด้านหนึ่ง การเข่นฆ่าชาวมุสลิมในมินาและการฆ่าชาวชีอะฮ์ในบาห์เรนโดยราชวงศ์อาลิซะอูดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้นึกถึงพฤติกรรมและการกระทำต่างๆ อันชั่วร้ายของบรรพชนในอดีตของพวกเขาอย่างเช่นยะซีด ในการสังหารท่านอิมามฮุเซน (อ.) การสังหารในตำบลฮัรเราะฮ์และการเผาอาคารกะอ์บะฮ์

      ในที่นี้เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงการกระทำบางส่วนของยะซีด บุตรของมุอาวิยะฮ์ ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพฤติกรรมของยะซีด บรรดานักประวัติศาสตร์และผู้ที่ทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับชีวประวัติของเขานั้น ได้มีคำพูดต่างๆ อธิบายไว้ที่แสดงให้เห็นว่า ยะซีดนั้นเป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมต่ำช้า เป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับความชั่ว มัสอูดีได้กล่าวไว้ในหนังสือของตนว่า : "ยะซีดมีอุปกรณ์การละเล่นที่ไร้สาระ (เครื่องดนตรี) เล่นกับสุนัข ลิงและเสือชีต้า และมักจะดื่มสุราเป็นอาจิณ ...และในสมัยของเขานั่นเองที่การร้องรำทำเพลงได้กระทำกันอย่างเปิดเผยในมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ มีการใช้เครื่องเล่นดนตรีและประชาชนดื่มสุราเมรัยกันอย่างเปิดเผย" (9)

การเป็นพยานของฮันซอละฮ์ ฆอซีลุลมะลาอิกะฮ์ ถึงการทำชั่วอย่างเปิดเผยของยะซีด

      ฏอบารีได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของตนว่า : ประชาชนชาวมะดีนะฮ์กลุ่มหนึ่งโดยการนำของอับดุลลอฮ์ บินฮันซอละฮ์ อันซอรี (ผู้ได้รับฉายาว่า) "ฆอซีลุลมะลาอิกะฮ์" (ผู้ที่ถูกอาบน้ำมัยยิตโดยมะลาอิกะฮ์) ได้ไปพบกับยะซีด เมื่อพวกเขาได้กลับไปยังมะดีนะฮ์ พวกเขาได้ไปปรากฏตัวท่ามกลางประชาชนและได้เปิดโปงถึงพฤติกรรมอันชั่วร้ายและการทำชั่วอย่างเปิดเผยของยะซีดและอุตบะฮ์ให้ประชาชนได้รับรู้ ส่วนหนึ่งจากคำพูดของพวกเขาคือ พวกเขากล่าวว่า : "เราได้กลับมาจากบุคคลที่ไม่มีศาสนา ผู้ดื่มสุราเมรัยและหมกมุ่นอยู่กับการร้องรำทำเพลง เราได้ถอนตัวออกจากการให้สัตยาบัน (บัยอัต) ต่อเขาแล้ว"

     ประชาชนก็ได้ปฏิบัติตามพวกเขา และในช่วงที่มุอาวิยะฮ์ต้องการให้ประชาชนให้สัตยาบัน (บัยอัต) กับยะซีดก็เช่นกัน เขาได้เขียนจดหมายถึงซิยาด บินอุบัยฮ์ เพื่อขอคำปรึกษาหารือจากเขา และซิยาดเองก็ได้ส่งสาส์นถึงอุบัยดิลลาฮ์ บินกะอับ โดยกล่าวว่า : ท่านอมีรุ้ลมุอ์มินีน (มุอาวิยะฮ์) ได้เขียนจดหมายถึงฉันว่า "ฉันคิดว่าฉันจะตัดสินใจเอาสัตยาบัน (บัยอัต) จากประชาชนให้แก่ยะซีด แต่ฉันเกรงว่าประชาชนจะรังเกียจเขา ...และยะซีดนั้นเป็นคนไม่เอาไหนและเกียจคร้าน" (10)

แหล่งอ้างอิง :

(1) ตารีค อัฏฏอบารี, เล่มที่ 4, หน้าที่ 371

(2) อัลกามิล ฟิตตารีค, เล่มที่ 3, หน้าที่ 316 ; อัลบิดายะฮ์ วัลนิฮายะฮ์, เล่มที่ 8, หน้าที่ 246

(3) อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์, เล่มที่ 2, หน้าที่ 2

(4) ตะติมมะตุลมุนตะฮา, เชคอับบาส กุมมี, หน้าที่ 63

(5) มุรูญุซซะฮับ, มัสอูดี, เล่มที่ 3, หน้าที่ 267

(6) มะกอติลุตตอลิบีน, อบุลฟะร็อจ, เล่มที่ 1, หน้าที่ 23

(7) อัลฟุตูห์, อิบนุอะอ์ซัม, เล่มที่ 5, หน้าที่ 292

(8) อัลอิมามะฮ์ วัซซิยาซะฮ์, เล่มที่ 1, หน้าที่ 216

(9) มุรูญุซซะฮับ, มัสอูดี, เล่มที่ 3, หน้าที่ 77

(10) ตารีค อัฏฏอบารี, เล่มที่ 4, หน้าที่ 224 และ 225

บทความ : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles