^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 59 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7187771
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
5071
7094
46867
135248
7187771

20-10-2018 เวลา 12 : 19

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

บทวิเคราะห์สถานการณ์ โลก

ความสูญเสียของซาอุดิอาระเบีย จากการปฏิวัติในเยเมน

        สืบเนื่องจากสถานการณ์การตื่นตัวของอิสลาม (Islamic Awakening) ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นนับจากปี ค.ศ. 2010 และครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือ ในประเทศเยเมนก็เช่นเดียวกัน กระแสการตื่นตัวดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงประมาณกลางเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2011 ด้วยการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในเมืองต่างๆ ทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ การชุมนุมประท้วงเหล่านี้ในช่วงเริ่มต้นนั้นจำกัดวงอยู่ในเรื่องของการเรียกร้องให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ การประท้วงสภาพทางเศรษฐกิจ การว่างงานและการทุจริตของรัฐบาลเพียงเท่านั้น แต่ไม่นานนักก็ลุกลามไปสู่การเรียกร้องให้นายอะลี อับดุลลอฮ์ ซอและห์ ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี จากการชุมนุมประท้วงที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เขาได้ประกาศในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ว่า เขาจะสละอำนาจในปี 2013 หลังจากการดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลาถึง 35 ปี หลังจากการเฉไฉและการบิดพลิ้วคำมั่นสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และภายหลังจากการยืนกรานของผู้ชุมนุมประท้วงทำให้เขาจำเป็นต้องสละอำนาจ

        หลังจากการสุญญากาศทางอำนาจในช่วงเวลาหนึ่งการเลือกตั้งแบบเสแสร้งและหลอกลวงในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2012 ทำให้นาย “อับดุร็อบบิฮ์ มันซูร อัลฮาดีย์” (ผู้ลงสมัครเลือกตั้งเพียงคนเดียวโดยปราศจากคู่แข่ง) ได้ขึ้นมาสู่ตำแหน่งแทนนาย “อะลี อับดุลลอฮ์ ซอและห์” ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 99.8 ประชาชนผู้ปฏิวัติชาวเยเมนภายใต้การนำของกลุ่ม “เฮาซีย์” ซึ่งคอยเฝ้าติดตามสถานการณ์ของประเทศอยู่นั้น ด้วยกับการรู้เท่าทันถึงภาพลวงตาของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และทำนองเดียวกันนี้ความรู้เท่าทันต่อแผนการอันชั่วร้ายในการบ่อนทำลายของซาอุดิอาระเบียและตะวันตกในประเทศเยเมน ทำให้พวกเขาได้ดำเนินการชุมนุมประท้วงต่างๆ ต่อไป การชุมนุมประท้วงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 22 สิงหาคม 2014 ซึ่งตามคำพูดของบรรดานักวิเคราะห์นั้นนับได้ว่าเป็นการเดินขบวนและการชุมนุมประท้วงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเยเมน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันของประเทศเยเมน และได้สร้างชัยชนะและปูทางไปสู่อำนาจให้กับกลุ่มเฮาซีย์ซึ่งปัจจุบันได้ปฏิบัติการเคลื่อนไหวภายใต้ชื่อขบวนการ “อันซอรุลลอฮ์”

        ประเด็นสำคัญของชัยชนะในครั้งนี้ก็คือ การสามารถเปลี่ยนดุลอำนาจให้เกิดขึ้นในรูปทรงของระบอบโลกขึ้นในตะวันออกกลางได้สำเร็จ มีหลายประเด็นที่ควรกล่าวถึง โดยสามารถชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในดุลอำนาจนี้และความสำคัญของมันซึ่งได้แก่

        ประเด็นแรก : ขบวนการ “อันซอรุลลอฮ์” กำลังจะควบคุมพื้นที่ต่างๆ ทางยุทธศาสตร์ไว้ในอำนาจของตนอย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น พื้นที่ต่างๆ ที่เป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซ ช่องแคบมันเดบ (Bab-el-Mandeb) และท่าเรืออัลหะดีดะฮ์ ความสำคัญของประเด็นนี้จะเป็นที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้รับรู้ว่าช่องแคบมันเดบ (Bab-el-Mandeb) นี้ จะเป็นทางผ่านของเรือเดินทะเลทั้งหลายไปสู่คลองสุเอซ และเป็นทางผ่านของพลังงานและสินค้าระหว่างบรรดาประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้บริโภค หมายถึงอียิปต์และกลุ่มประเทศยุโรป เช่นเดียวกันนี้ ช่องแคบดังกล่าวนี้ยังเป็นเส้นทางเชื่อมโยงและการติดต่อสัมพันธ์ของรัฐบาลอิสราเอล (ท่าเรือไอแลต) ไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา นอกจากนี้ในแต่ละปีเรือเดินทะเลจำนวน 25,000 ลำ จะแล่นผ่านช่องแคบนี้ และโดยเฉลี่ยต่อวันนำมันดิบปริมาณ 3.3 ล้านบาร์เรล จะถูกส่งออกไปยังตลาดต่างๆ ของโลกโดยผ่านเส้นทางนี้

ประเด็นที่สอง : จนถึงขณะนี้กลุ่มเฮาซีย์สามารถบีบบังคับกากเดนของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์และกลุ่มตักฟีรีย์ชาววะฮ์ฮาบีไปสู่ความปราชัยอย่างหนักหน่วง และเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวนี้ส่งผลสะท้อนในทางที่ดีต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ของภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างเช่นในอิรักและในซีเรียด้วยเช่นกัน กรณีล่าสุดของการปะทะกันระหว่างกลุ่มเฮาซีย์กับกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเอเดนในช่วงหลายวันมานี้ ทำให้ผู้ก่อการร้ายตักฟีรีย์จำนวนมากถูกฆ่าตาย

        ประเด็นที่สาม : ชัยชนะของขบวนการ “อันซอรุลลอฮ์” ในพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของประเทศเยเมน เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของวงแหวนของแกนต้านทาน (มุกอวะมะฮ์) ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังจะเกิดขึ้น ดั่งเช่นในคำปราศรัยครั้งล่าสุดของ “ซัยยิดอับดุลมะลิก อัลเฮาซีย์” ผู้นำขบวนการอันซอรุลลอฮ์ ที่ได้เน้นย้ำถึงคำขวัญ (สโลแกน) ต่างๆ ของแกนต้านทาน (มุกอวะมะฮ์) โดยการนำของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เขาได้เน้นย้ำเกี่ยวกับสถานการณ์ของมัสยิดอัลอักซอและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดินแดนอัลกุดส์ (เยรูซาเล็ม) ที่ถูกยึดครอง และประเด็นที่ว่ากลุ่มก่อการร้ายตักฟีรีย์ คือเครื่องมือของบรรดาผู้กดขี่และศัตรูของอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา และเป้าหมายของพวกเขาคือการทำลายอิสลามและประชาชาติมุสลิม

         ประเด็นที่สี่ : เหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ หมายถึงการเพิ่มขึ้นของความสำเร็จต่างๆ ในภูมิภาคของประเทศอิหร่าน หลังจากซีเรีย เลบานอน ปาเลสไตน์และอิรัก ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ยังมีความหมายอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ การสร้างความอ่อนแอให้กับกลุ่มประเทศอนุรักษ์นิยมของโลกอาหรับและผู้ที่ประนีประนอมภายใต้การนำของซาอุดีอาระเบีย

         ประเด็นสุดท้ายก็คือ : ซาอุดิอาระเบียและตะวันตกซึ่งตกอยู่ในอาการช็อกทางการทูต อันเกิดจากชัยชนะต่างๆ อย่างต่อเนื่องของแกนต้านทาน (มุกอวะมะฮ์) เพื่อที่จะสกัดกั้นความสมบูรณ์ของชัยชนะต่างๆ ของแกนต้านทานนี้ในประเทศเยเมน ทำให้พวกเขาได้เริ่มต้นดำเนินการบ่อนทำลายต่างๆ โดยการระดมพลและการดึงดูดการสนับสนุนจากเผ่าต่างๆ ในเขตพื้นที่จังหวัดฮัดระเมาต์ (Hadramaut) การติดอาวุธให้กับกลุ่มตักฟีรีย์ และการสร้างเส้นทางใหม่สำหรับการขนส่งน้ำมันของตนจากด้านในของแผ่นดินเยเมนไปสู่อ่าวเอเดน คือส่วนหนึ่งจากการดำเนินการนี้ การเข้าครอบครองช่องแคบมันเดบและช่องแคบฮอร์มุซ โดยแกนต้านทาน (มุกอวะมะฮ์) หมายถึงการครอบครองเหนือการส่งออกและการนำเข้าในภูมิภาคนี้ทั้งหมด และสิ่งนี้เองที่จะกลายเป็นเรื่องที่หนักหน่วงอย่างมากสำหรับตะวันตก

        ประเด็นดังกล่าวนี้ “ฮิบะฮ์ อับดุลอะซีซ” นักข่าวหนังสือพิมพ์ชาวอียิปต์ได้อธิบายไว้ในหนังสือพิมพ์ “อัลวิฟด์” เช่นนี้ว่า : ในกรณีที่ขบวนการ “อันซอรุลลอฮ์” พิชิตเหนือแผ่นดินเยเมนได้ และผลติดตามมาของมันก็คือการครอบครองเหนือช่องแคบมันเดบ (Bab-el-Mandeb) ด้วย สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ความมั่นคงของระบอบไซออนิสต์เท่านั้นที่ถูกคุกคาม ทว่าความมั่นคงแห่งชาติของอียิปต์ก็ถูกคุกคามด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากว่าชัยชนะและการครอบครองพื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับแกนต้านทาน (มุกอวะมะฮ์) ที่จะใช้กดดันเหนือภูมิภาคที่เป็นหัวใจสำคัญของโลกได้

         เช่นเดียวกันนี้ “อับดุร็อบบิฮ์ มันซูร ฮาดีย์” อดีตประธานาธิบดีผู้ถูกขับไล่ของเยเมน ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ “อัลหะยาต” ได้กล่าวว่า “ใครก็ตามที่ถือกุญแจช่องแคบมันเดบและช่องแคบฮอร์มุซไว้ในมือ ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ อีกที่เขาจะต้องมีระเบิดนิวเคลียร์”

        อย่างไรก็ดี เขาได้พูดคำพูดเช่นนี้ออกมาโดยมีเจตนาที่จะปลุกปั่นสาธารณชนและชาวโลกให้ลุกขึ้นต่อต้านแกนต้านทาน (มุกอวะมะฮ์) อันประกอบไปด้วยอิหร่าน ฮิซบุลลอฮ์ ซีเรีย อิรักและขบวนการอันซอรุลลอฮ์ แต่ในความจริงแล้วน้อยคนนักที่จะไม่รู้และจะไม่ยอมรับถึงความสำคัญของชัยชนะต่างๆ อย่างต่อเนื่องดังกล่าวนี้ และจากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงไม่เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยใดๆ เลยที่จะสามารถกล่าวได้ว่า ซาอุดิอาระเบียคือผู้ปราชัยในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศเยเมน วันหนึ่งพาเหรดนักการทูตของซาอุดิอาระเบียได้เดินสวนสนามอยู่ในลานว่างที่ปราศจากคู่แข่งในประเทศเยเมน หรือตามคำพูดของบางคนคือ “ในสวรรค์แห่งเอเดน” แต่มาวันนี้ขอบเขตของอิทธิพลของพวกเขาถูกจำกัดอยู่แค่เพียงภายในพรมแดนของประเทศของตนเองเพียงเท่านั้น และวันนี้จะต้องนั่งคอยดูการตกสวรรค์ของชาวซาอุดิอาระเบียจากสวรรค์แห่งเยเมน

แปล/เรียบเรียง : ศูนย์สารสนเทศอิสลาม สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles