^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 94 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

6851031
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
460
4857
11556
125468
6851031

21-08-2018 เวลา 01 : 50

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

บทวิเคราะห์

ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติ : ไม่มีศัตรูใดจะสามารถทำให้ประเทศอิหร่านเป็นอัมพาตได้

       บรรดาผู้บัญชาการและเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งของกองทัพอากาศของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ได้เข้าพบกับท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 (ภาพจากเว็บไซต์ของสำนักงานผู้นำสูงสุด)

       ท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามกล่าวชัดเจนว่า “ไม่มีศัตรูใดจะสามารถทำให้ประเทศอิหร่านเป็นอัมพาตได้”

       ในเช้าวันอังคาร ตรงกับวันที่ 19 เดือนบะฮ์มัน วันครบรอบการให้สัตยาบันแสดงความจงรักภักดีครั้งประวัติศาสตร์ของกองทัพอากาศต่อท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) บรรดาผู้บัญชาการ เจ้าหน้าที่ นักบินและพนักงานจำนวนหนึ่งของกองทัพอากาศของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กองทัพอากาศและฐานทัพป้องกันทางอากาศ “คอตะมุลอันบิยาอ์ (ซ็อลฯ)” 

       ท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอีได้ชี้ถึงคำพูดของประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่ว่า “อิหร่านจำเป็นจะต้องขอบคุณรัฐบาลของโอบามา” พร้อมกับกล่าวว่า “เราจะไม่ขอบคุณรัฐบาลนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจาก (รัฐบาลโอบามา) ได้กำหนดการคว่ำบาตรต่างๆ ที่หนักหน่วง โดยมีเจตนาที่จะทำให้ประเทศอิหร่านและระบอบอิสลามเป็นอัมพาต และแน่นอนพวกเขาไปไม่ถึงเป้าหมายดังกล่าว ทำนองเดียวกันนี้ ศัตรูอื่นใดก็จะไม่สามารถทำให้ชาติที่ยิ่งใหญ่นี้เป็นอัมพาตได้”

       ท่านกล่าวเสริมว่า “ทำไมจะต้องขอบคุณรัฐบาลก่อนหน้านี้ของอเมริกาด้วย เนื่องจากการคว่ำบาตรต่ออิหร่านกระนั้นหรือ? เนื่องจากการสร้างกลุ่มไอซิสกระนั้นหรือ? ด้วยเหตุผลของการทำให้พื้นที่ในซีเรียและอิรักลุกเป็นไฟกระนั้นหรือ? หรือว่าด้วยเหตุผลความกลับกลอกและการตีสองหน้า! กล่าวคือ การแสดงความปรารถนาดีและความร่วมมือในโครงการเฉพาะ แต่กลับให้การสนับสนุนอย่างชัดเจนและเปิดเผย ต่อวิกฤตความวุ่นวาย (ฟิตนะฮ์) ในการเลือกตั้ง ปี 88 (ของอิหร่าน)”

       ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามกล่าวว่า “เหล่านี้ เป็นตัวอย่างของถุงมือกำมะหยี่ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ของสหรัฐอเมริกาได้สวมไว้บนกรงเล็บเหล็กของตน”

คนอิหร่านจะไม่กลัวการข่มขู่ !

       ท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอี อ้างถึงคำพูดของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่ว่า “อิหร่านจำเป็นจะต้องกลัวผม” พร้อมกับย้ำว่า “คนอิหร่านจะไม่กลัวการข่มขู่”

       ท่านได้ชี้ถึงการเดินขบวนชุมนุมในวันที่ 22 บะฮ์มัน (10 กุมภาพันธ์) ในวันศุกร์ที่จะมาถึง และกล่าวเสริมว่า “ในวันที่ 22 บะฮ์มัน ประชาชนจะให้คำตอบโต้ต่อคำพูดและคำข่มขู่เหล่านี้ พร้อมกับการเข้าร่วมในท้องถนนสายต่างๆ”

       ท่านได้กล่าวเสริมด้วยท่วงทำนองกระทบกระเทียบว่า “แน่นอนเราต้องขอบคุณนายที่มาใหม่คนนี้ (หมายถึงทรัมป์) เนื่องจากได้ทำให้เราเหน็ดเหนื่อยน้อยลง และด้วยกับการแสดงให้เห็นถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของสหรัฐอเมริกา ได้พิสูจน์ถึงคำพูดต่างๆ ใน 38 ปีของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เกี่ยวกับความเสื่อมทรามทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ ศีลธรรมและสังคมของหน่วยงานที่ปกครองเหนือสหรัฐอเมริกา”

       ท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอี ได้กล่าวเสริมว่า “ประธานาธิบดีคนใหม่ด้วยคำพูดและการกระทำต่างๆ ของเขาในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งและในวันต่างๆ ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยธาตุแท้ของอเมริกาอย่างล่อนจ้อนต่อสายตาของประชาคมโลก และแสดงให้เห็นถึงเนื้อแท้ของอเมริกา”

       ท่านกล่าวเสริมว่า “นายที่มาใหม่ในอเมริกาคนนี้ ด้วยกับคำพูดและการดำเนินการต่างๆ ของเขาได้ทำให้คำพูด 38 ปีของระบอบสาธารณรัฐอิสลาม เกี่ยวกับความเสื่อมทรามทุกด้านของหน่วยงานปกครองของอเมริกาเป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจนและล่อนจ้อนต่อสาธารณชน และในวันที่ 22 บะฮ์มันประชาชนอิหร่านจะตอบโต้การดำเนินการและคำข่มขู่ต่างๆ ของเขา”

       ท่านถือว่า การจับกุมเด็กอายุห้าขวบชาวอิหร่านคนหนึ่งนั้น คือตัวอย่างหนึ่งของสิทธิมนุษยชนแบบอเมริกัน และเสริมว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาแด่ท่านอิมาม (โคมัยนี) ผู้มีเกียรติ ที่ท่านได้ย้ำถึงธาตุแท้ของอเมริกาอยู่เสมอในคำพูดและข้อเขียนต่างๆ ของท่าน และท่านได้ยืนกรานว่า ประชาชนและบรรดาเจ้าหน้าที่ จะต้องทำความรู้จักกับธาตุแท้ของศัตรู จงหลีกเลี่ยงจากการไว้วางใจ วันนี้ความเป็นจริงจากคำพูดของ (อิมาม) ผู้เป็นที่รัก ที่กลับไปสู่พระผู้เป็นเจ้าแล้วนั้น ได้เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนในสายตาของทุกคนแล้ว”

การให้ความไว้วางใจต่อซาตาน คือภาพลวงตา

       ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามถือว่า สิ่งจำเป็นของการสร้างสรรค์และการทำลายทางตัน นั่น คือความหวังและการมอบหมายต่อพระผู้เป็นเจ้า และการใช้เหตุผลภายใต้สิ่งดังกล่าว และท่านได้ย้ำว่า “หากเราไว้วางใจต่อซาตานทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาตานตัวใหญ่ (หมายถึงอเมริกา) แทนที่สิ่งดังกล่าวนี้ และใช้เหตุผลไปภายใต้ความหวังต่อซาตานทั้งหลายแล้ว ผลที่ได้ของมันคือภาพลวงตา”

      ท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอีถือว่า เหตุผลและความรอบคอบในการเจรจา การบริหารประเทศและในกิจการอื่นๆ นั้น เป็นสิ่งจำเป็น และท่านได้เน้นย้ำว่า “การไว้วางใจต่อเหล่าซาตาน และการผูกความหวังไว้กับบรรดาผู้ที่ต่อต้านการมีอยู่ของระบอบและอำนาจอธิปไตยของอิสลามนั้น คือความผิดพลาดที่ใหญ่หลวง เนื่องจากสิ่งนี้จะไม่ก่อให้เกิดความดีงามใดๆ แก่ประเทศ”

การให้สัตยาบันของนักบินต่ออิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) คือเหตุการณ์กำหนดชะตาการปฏิวัติ

      ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามถือว่าการให้สัตยาบันครั้งประวัติศาสตร์ของบรรดานักบินต่อท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) คือเหตุการณ์ชี้วัดชะตาในประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติอิสลาม พร้อมกับกล่าวเสริมว่า “กองทัพอากาศในยุคของระบอบการปกครองของทรราช เป็นหนึ่งในภาคส่วนของระบอบการเมืองที่ใกล้ชิดของสหรัฐอเมริกามากที่สุด แต่ระบอบการปกครองเผด็จการได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงจากภาคส่วนนี้โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน”

      ท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอี ได้กล่าวว่า “บรรดานักปฏิวัติ ประชาชนและแม้แต่ท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) เองก็มิได้คาดการณ์ถึงเหตุการณ์ที่น่าพิศวงนี้ และเหตุการณ์นี้ในความเป็นจริงแล้วมันคือตัวอย่างของ “رزق لایُحتَسَب” หรือ สิ่งประทานให้จากพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่คาดฝันและไม่อาจคิดคำนวณมาก่อน ที่ได้ถูกชี้ถึงมันในคัมภีร์อัลกุรอาน”

      ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวเสริมว่า “บทเรียนและสาส์นของเหตุการณ์ในวันที่ 19 ของปี 57 (การให้สัตยาบันของกองทัพอากาศ) ก็คือว่า เคียงคู่กับการคิดคำนวณที่จำเป็นทางด้านเหตุผลทางสติปัญญาและทางด้านวัตถุนั้น ตลอดเวลาจำเป็นที่จะต้องคิดคำนวณให้ไกลไปกว่าปัญหาต่างๆ ทางด้านวัตถุด้วยเช่นกัน”

      ท่านกล่าวอีกว่า “ในตลอดช่วงเวลา 38 ปีหลังจากชัยชนะของการปฏิวัติอิสลาม เราได้เห็นการช่วยเหลือของพระผู้เป็นเจ้าและเหตุการณ์ต่างๆ ที่นอกเหนือการคำนวณทางด้านวัตถุในประเด็นต่างๆ ตลอดเวลา อย่างเช่นในการปกป้องตนอันศักดิ์สิทธิ์ (สงครามแปดปีระหว่างอิรักและอิหร่าน)”

ลูกหลานเยาวชนจะสืบสานแนวทางอุดมคติต่างๆ ของการปฏิวัติ

       ในอีกส่วนหนึ่งของคำพูด ท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอี ได้ชี้ถึงบทบาทที่สำคัญยิ่งของกองกำลังของกองทัพอากาศในช่วงต่างๆ หลังจากการปฏิวัติ ตัวอย่างเช่น การทำลายการก่อรัฐประหารในปี 1359 (สองปีหลังจากชัยชนะของการปฏิวัติ), ช่วงการปกป้องตนอันศักดิ์สิทธิ์, ปฏิบัติการณ์ที่สำคัญต่างๆ เช่น “วัลฟัจร์ 8” และ “กัรบะลา 5” พร้อมกับกล่าวว่า “การผลิตชิ้นส่วน (อุปกรณ์สงครามและเครื่องบิน) และการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรกในกองทัพอากาศ และตลอดช่วงของการปกป้องตนอันศักดิ์สิทธิ์นั้น กองทัพอากาศเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชนอิหร่านตลอดเวลา”

       ท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอี อธิบายว่า “บรรดาผู้บัญชาการและพนักงานของกองทัพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาเยาชนของกองกำลังนี้ จะเป็นผู้สืบสานแนวทางที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งการทำงาน ความอุตสาห์พยายามและการค้นคิดใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น” และกล่าวเสริมว่า “จำเป็นจะต้องเติมเต็มช่องว่างต่างๆ ด้วยกับการมีตักวา (ความยำเกรงพระผู้เป็นเจ้า) และการมอบหมายในพระผู้เป็นเจ้า”

      ในช่วงท้ายของคำปราศรัย ท่านผู้นำการปฏิวัติได้ย้ำถึงการสืบสานแนวทางที่เปี่ยมไปด้วยเกียรติศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของชนชาติอิหร่าน พร้อมกับกล่าวว่า “เยาวชนในรุ่นอดีตได้กระทำสิ่งต่างๆ ที่สำคัญยิ่ง และเยาวชนรุ่นปัจจุบันก็ได้รักษาอะมานะฮ์ (ความไว้วางใจ) นี้ไว้ และจะดำเนินต่อไปในเส้นทางของการบรรลุสู่อุดมคติต่างๆ ของการปฏิวัติ”

ที่มา : PressTV

แปล : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles