^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 75 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7530413
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
2195
7237
41603
95495
7530413

15-12-2018 เวลา 06 : 57

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

บทวิเคราะห์

สัจธรรมความจริง กับสิ่งที่ดำเนินอยู่

ก่อนการตื่นตัวในยุคประจักษ์แจ้งของยุโรป เมื่อศตวรรษที่ 16 ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ซึ่งถูกครอบงำโดยคริสต์จักรทำให้ชาวยุโรปเชื่อว่า …

      โลกเป็นศูนย์กลางของระบบดาราจักร (Solar System) และดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก ต่อมานิโคลัส โคเปอร์นิคัส (ค.ศ. 1473-1543) พิสูจน์ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบดาราจักร โลกกับดาวเคราะห์อื่นๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์ และได้รับการยืนยันจากการใช้กล้องโทรทัศน์ส่องโดยกาลิเลโอ กาลิเลอี (ค.ศ. 1564-1642) นักดาราศาสตร์และนักฟิสิกส์ชาวอิตาลี ซึ่งตรงกับแนวคิดของนักวิชาการมุสลิมหลายคน เช่น อัลบิรูนี (ค.ศ. 973-1048) นักดาราศาสตร์มุสลิมในต้นศตวรรษที่ 11

      คริสต์จักรยังบอกและบังคับให้ชาวคริสต์เชื่อว่า วัตถุที่มีน้ำหนักมากกว่า จะตกลงสู่พื้นเร็วกว่าวัตถุที่มีน้ำหนักเบากว่า จนกระทั่งกาลิเลโออีกเช่นกันที่พิสูจน์โดยการปล่อยขนนกกับลูกเหล็กลงจากหอเอนเมืองปิซ่าในอิตาลี ซึ่งผลลัพธ์คือทั้งขนนกและลูกเหล็กตกลงสู่พื้นพร้อมกัน เป็นการพิสูจน์เรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก

      การที่ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบดาราจักรและโลกกับดาวเคราะห์อื่นๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์คือ สัจธรรมความจริง ซึ่งเป็นความจริงมาตั้งแต่เริ่มมีระบบดาราจักร แม้ในขณะที่มนุษย์มีความเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของระบบดาราจักรและดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก สัจธรรมความจริงก็ยังเป็นว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบดาราจักรและโลกกับดาวเคราะห์อื่นๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์ และการค้นพบของโคเปอร์นิคัสและกาลิเลโอ ไม่ใช่เป็นการสร้างสัจธรรมความจริงใหม่ขึ้นมา แต่เป็นเพียงการค้นพบและยืนยันสัจธรรมความจริงที่มีอยู่แล้วเท่านั้น และสัจธรรมความจริงดังกล่าวก็จะยืนยงไปจนนิจนิรันดร์ เพราะนั่นคือ “สัจธรรมความจริง”

      และเป็นลักษณะเดียวกันสำหรับกรณี การพิสูจน์เรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกว่า วัตถุที่มีน้ำหนักเบากว่ากับมากกว่า จะตกลงพื้นพร้อมกัน ซึ่งคัดค้านคำกล่าวของคริสต์จักรในขณะนั้น แต่ในที่สุดคริสต์จักรก็ต้องยอมรับเพราะนั่นคือ “สัจธรรมความจริง”

       ความเชื่อและการพิสูจน์สัจธรรมความจริงทั้งสองกรณีดังกล่าว ทำให้ทั้งโคเปอร์นิคัสและกาลิเลโอถูกกล่าวหาจากคริสต์จักรว่า เป็นพวกนอกศาสนา กรณีของกาลิเลโอหนักกว่า ถึงขั้นถูกจับติดคุกเพื่อพิจารณาคดีในศาล แต่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ จึงถูกปล่อยตัว

       นั่นเป็นกรณีของข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์!

       ในปัจจุบันอิสลามถูกกล่าวหาว่า เป็นศาสนาแห่งความรุนแรง สุดโต่ง ลิดรอนสิทธิและกดขี่สตรี รวมทั้งข้อกล่าวหาอื่นๆ อีกมากมาย ถึงขั้นมีการสร้างหลักฐานต่างๆ เพื่อยืนยันว่า อิสลามเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการสร้าง “ไอซิส” ขึ้นมาเป็น presenter แต่สัจธรรมความจริงก็คือสัจธรรมความจริง อิสลามเคยเป็นศาสนาแห่งสันติ ปลดปล่อยมนุษย์จากความเป็นทาสของทุกสิ่ง เพื่อการเป็นบ่าวของพระเจ้าองค์เดียวและ ฯลฯ อย่างไร ปัจจุบันและอนาคตอิสลามก็จะเป็นเช่นนั้น

       ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ มีคนจำนวนมากมายมหาศาลทั่วโลกเดินทางเข้าสู่อิสลามทุกปี จนกระทั่งอิสลามกลายเป็นศาสนาที่มีอัตราการเจริญเติบโตมากที่สุดในโลกคือประมาณมากกว่า 200%

       ในอิสลามเองก็มีการกล่าวหาโจมตีระหว่างสำนักคิด (มัซฮับ) ซุนนีกับชีอะฮ์ ซึ่งฝ่ายชีอะฮ์จะเป็นฝ่ายถูกโจมตี แต่ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้ที่โจมตีชีอะฮ์ไม่ใช่ซุนนีที่แท้จริง แต่อาศัยผ้าคลุมซุนนีอยู่ กลุ่มที่โจมตีชีอะฮ์อย่างรุนแรงนี้ อาจจะเรียกให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าเป็นกลุ่มซุนนะฮ์ (ซึ่งจากพฤติกรรมก็ไม่ใช่กลุ่มซุนนะฮ์ที่แท้จริง) หรืออีกชื่อหนึ่งคือวะฮาบีหรือสะลาฟี ในบางกาละและเทศะ

       ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจตรงกันว่า ในที่นี้มิได้กล่าวหาซุนนีที่เป็นซุนนีจริงๆ (เช่น กลุ่มอะชาอิเราะฮ์/ มัซฮับทั้งสี่ และกลุ่มฏอรีเกาะฮ์ ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ชีอะฮ์บ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงถึงพริกถึงขิงเท่ากลุ่มวะฮาบีและสะลาฟี)

       ประเด็นที่ต้องการจะกล่าวถึงก็คือ การโจมตีชีอะฮ์จะมีอยู่ไม่กี่ประเด็น ที่สำคัญและเป็นประเด็นหลักคือ “ชีอะฮ์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของอิสลาม” แต่เป็นอีกลัทธิศาสนาหนึ่งต่างหาก ที่อาศัยผ้าคลุมอิสลามอยู่ ชีอะฮ์มีหลักความเชื่อ (อะดีดะฮ์) และหลักปฏิบัติ (อิบาดะฮ์) เป็นของตนเอง ต้องขจัดหรือตัดชีอะฮ์ออกไปจากการเป็นส่วนหนึ่งของอิสลามหรือทำลายให้สิ้นซากไปเลย ประมาณนั้น

       ก่อนที่จะกล่าวต่อไป ขอทำความเข้าใจวลีที่ใช้สองวลีก่อนคือ ... เรากล่าวว่า …

       วะฮาบี “อาศัยผ้าคลุมซุนนี” อยู่ แสดงว่าวะฮาบียังอยู่ในอิสลาม แต่ไม่ใช่ซุนนี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของนักวิชาการศาสนาของโลกซุนนี (นำโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ซึ่งประชุมกันที่ประเทศเชเชนเมื่อปี พ.ศ. 2559)

       แต่การที่ฝ่ายโจมตีชีอะฮ์กล่าวว่า ... ชีอะฮ์ “อาศัยผ้าคลุมอิสลาม” อยู่นั้น หมายถึงชีอะฮ์เป็นพวกนอกศาสนาอิสลาม คือไม่ใช่มุสลิม ... ขอให้เข้าใจประเด็นตามนี้ก่อน

       ทีนี้ในทางตรรกะคือ ชีอะฮ์จะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมนั้น เป็นสัจธรรมความจริงมาตั้งแต่เริ่มมีความเห็นต่างกันระหว่างมุสลิมสองกลุ่ม ซึ่งเป็นเวลากว่าพันปีมาแล้ว

       ถ้าตามสัจธรรมความจริง “ชีอะฮ์ไม่ใช่มุสลิม” ไม่ว่าชีอะฮ์จะพยายามบอกว่าตนเองเป็นมุสลิมอย่างไร หาเหตุผลมาประกอบมากเพียงใด ชีอะฮ์ก็ไม่ใช่มุสลิมอยู่นั่นเอง

       ถ้าโดยสัจธรรมความจริง ในกรณี “ชีอะฮ์เป็นมุสลิม” ไม่ว่ากลุ่มที่โจมตีชีอะฮ์จะกล่าวหาชีอะฮ์ว่าไม่ใช่มุสลิม พร้อมกับยกเหตุผลต่างๆ เพื่อยืนยันว่าชีอะฮ์ไม่ใช่มุสลิม สัจธรรมความจริงก็ยังเป็นเช่นเดิมว่า “ชีอะฮ์เป็นมุสลิม”

       ไม่ว่ากลุ่มที่โจมตีชีอะฮ์จะพยายามจัดงานบรรยาย อภิปราย สัมมนา เข้าไปจัดรายการในชมรมนักศึกษามุสลิมตามสถานศึกษาอุดมศึกษาและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม จัดรายการโทรทัศน์ จัดทำสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือ วีดีทัศน์และอื่นๆ มากมายจิปาถะ

       ด้วยชื่อรายการที่สุดหวือหวาทะลุโลก เช่น แฉชีอะฮ์ ฉีกหน้ากากชีอะฮ์ ขุดโคตรชีอะฮ์ ชีอะฮ์มหาภัย ฯลฯ (ถามจริงๆ – ชื่อหัวข้อเหล่านี้คือชื่อของงานทางวิชาการเพื่อปัญญาชนหรือ?) เพื่อพยายามจะบอกว่า “ชีอะฮ์ไม่ใช่มุสลิม” นอกจากนี้ก็ยังโจมตีสายซุนนีคณะเก่าและซูฟีด้วยในบางโอกาส แต่ไม่บ่อยนัก เพราะต้องการหาแนวร่วมโจมตีชีอะฮ์

       กระนั้นถ้าชีอะฮ์คือมุสลิม ชีอะฮ์ก็ยังเป็นมุสลิมวันยังค่ำ และจะเป็นมุสลิมไปจนนิจนิรันดร์ และอาจจะจนกระทั่งได้เห็นสปอนเซอร์รายใหญ่ที่จ่ายงบประมาณเพื่อโจมตีชีอะฮ์ว่าไม่ใช่มุสลิมอย่างซาอุดิอาระเบียล่มสลายไปก่อนก็เป็นได้!!

ในขณะที่ …

  1. ถึงแม้ว่าฝ่ายชีอะฮ์จะมีการตอบและโต้การกล่าวหาอย่างไร้หลักฐานและพื้นฐานของกลุ่มที่โจมตีชีอะฮ์ แต่ฝ่ายชีอะฮ์ไม่เคยตัดสิน (ฮุกุ่ม) กลุ่มที่โจมตีชีอะฮ์ว่าไม่ใช่มุสลิมเลย อาจจะมีการกล่าวถึงว่า เบี่ยงเบนออกไปจากที่ควรจะเป็น ซึ่งนั่นก็เป็นทัศนะของนักวิชาการจำนวนมากที่ได้เขียนตำราวิจารณ์แนวทางวะฮาบีไว้ โดยส่วนใหญ่อีกเช่นกัน เป็นนักวิชากสายซุนนีสี่มัซฮับและอะชาอิเราะฮ์ทั้งสิ้น

      นอกจากนี้ฝ่ายชีอะฮ์ยังระมัดระวังเรื่องเอกภาพระหว่างมุสลิมด้วยกัน จึงไม่มีการโจมตีตอบโต้อย่างรุนแรงจนเลยขอบเขต

  1. ในขณะที่กลุ่มซึ่งโจมตีชีอะฮ์ กล่าวหาว่าชีอะฮ์ไม่ใช่มุสลิมนั้น ก็ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ว่า หลักศรัทธา (อะกีดะฮ์) สำคัญของชีอะฮ์นั้นออกนอกแนวทางอิสลาม ... ได้แก่

2.1 ชีอะฮ์ไม่ได้ศรัทธาในเอกภาพของอัลลอฮ์ (ซบ.)

2.2 ชีอะฮ์ไม่ได้ศรัทธาในความเป็นศาสดาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และศาสดาท่านอื่นๆ ของอิสลามทั้งหมด

2.3 ชีอะฮ์มีกุรอานเล่มอื่นที่ไม่เหมือนกับฉบับของมุสลิมทั่วไป

2.4 ชีอะฮ์ไม่ทำอิบาดะฮ์ เช่น ละหมาด ถือศีลอด จ่ายซะกาตและไปทำฮัจย์ (ทุกปียังมีชีอะฮ์ไปทำฮัจย์หลายแสนคน ถึงแม้ปัจจุบันอิหร่านกับซาอุดิอาระเบียจะมีปัญหากัน ทางซาอุดิอาระเบียก็ยังติดต่อเจรจากับอิหร่านเพื่อทำข้อตกลงให้ชาวอิหร่านเดินทางไปทำฮัจย์ได้ตามปกติ)

       ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การโจมตีชีอะฮ์ว่าไม่ใช่มุสลิม ที่กระทำกันอย่างอึกทึกครึกโครมเป็นล่ำเป็นสันอยู่ในขณะนี้ ไม่มีผลกระทบกับความเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมของชีอะฮ์แต่ประการใดทั้งสิ้น

เพราะ …

       ถ้าชีอะฮ์ไม่ใช่มุสลิม ก็ไม่ใช่มุสลิมมาตั้งแต่อดีต ไม่ใช่ไม่ได้เป็นมุสลิมเพราะถูกโจมตีในขณะนี้ และไม่ต้องกังวล- ชีอะฮ์จะไม่ใช่มุสลิมตลอดต่อไปในอนาคต

และ …

       ถ้าชีอะฮ์เป็นมุสลิม ขณะนี้ชีอะฮ์ก็ยังเป็นมุสลิมอยู่ และเป็นมุสลิมมาตั้งแต่ครั้งอดีต และไม่สามารถกลายเป็นไม่ใช่มุสลิมเพราะการโจมตี กล่าวหาว่าเท็จจากกลุ่มที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างเอาเป็นเอาตายขณะนี้ และชีอะฮ์ก็จะยังคงเป็นมุสลิมตลอดไปในอนาคต

       อนึ่ง กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวต่อต้านชีอะฮ์อย่างจริงจังสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ

  1. ก. ระดับหัวหมู่ทะลวงฟัน ระดับนี้จะทำหน้าที่โจมตีอย่างรุนแรง เป็นคนหนุ่มที่ยังไม่มีสถานะทางวิชาการเด่นชัดนัก บุคลิกภาพและความประพฤติส่วนตัวยังไม่อยู่ในสารบบของนักวิชาการอิสลาม
  2. ข. ระดับกลาง-ล่าง ระดับนี้จะทำหน้าที่ประสานระหว่างระดับล่างกับระดับกลาง-บน และทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายหรืออภิปรายบ้างในบางครั้ง ที่เป็นงานระดับใหญ่ขึ้นมา มีความน่าเชื่อถือและพฤติกรรมส่วนตัวดีกว่าระดับล่าง แต่ก็ถือว่ายังไม่ดีนัก
  3. ค. ระดับกลาง-บน ระดับนี้จะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างระดับกลาง-ล่าง กับระดับแกนนำ อาจเป็นผู้จัดรายการในทีวีมุสลิมบางช่องด้วย
  4. ง. ระดับแกนนำ ระดับนี้จะประสานงานโดยตรงกับสปอนเซอร์ใหญ่ในต่างประเทศ และทำหน้าที่ดำเนินการโครงการใหญ่ๆ ด้วยงบประมาณจำนวนมาก ระดับนี้มีจำนวนไม่มากนักทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และพยายามที่จะเข้ามากุมสภาพการบริหารจัดการสังคมมุสลิมโดยรวมในอนาคต

      ทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่า ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ตามสัจธรรมความจริงของมันเถิด! ใครใคร่ศึกษาแนวทางใด ก็จงปล่อยแต่ละคนไป ไม่จำเป็นต้องโจมตีห้ำหั่นกันถึงขั้นนี้ สังคมมุสลิมจะได้มีความสงบสันติ อยู่ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน ใครอยากถกอยากเถียงทางวิชาการก็จัดกลุ่มหาสถานที่พูดคุยกันอย่างฉันท์มิตรในมิติและบริบทของวิชาการ ครั้งที่หนึ่งยังไม่เห็นพ้องต้องกันเป็นฉันทามติ ก็ว่ากันต่อในครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ... จนกว่าจะยุติได้

      สังคมส่วนรวมจะได้มีเวลาแก้ไขปัญหาที่เป็นประเด็นร่วมกัน และพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าสู่อิสลามที่แท้จริงต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติและโลกที่เราอาศัยอยู่

      แต่ถ้าความจำเป็นทางการเงินบีบบังคับให้ต้องกระทำเช่นนั้น ก็คงเอวังด้วยประการฉะนี้!!!

บทความโดย : Fareed Denyingyoch

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles