^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 51 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7167155
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
5624
7069
26251
114632
7167155

17-10-2018 เวลา 17 : 47

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

บทวิเคราะห์

การเริ่มต้นคลุมศีรษะ (ฮิญาบ) ของสตรีมุสลิมในประเทศไทย ตอนที่ 3

       หลังจาก พ.ศ. 2523 ซึ่งอนุมานได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นการตื่นตัวการคลุมศีรษะ (มีความหมายรวมคือการแต่งกายถูกต้องตามบทบัญญัติอิสลาม) ของสตรีมุสลิมในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา

       การรณรงค์ไปสู่เสรีภาพในการแต่งกายตามบทบัญญัติอิสลามนี้ ต้องรณรงค์ต่อสู้ทั้งทางสังคมและกฎหมายระเบียบกฎเกณฑ์ของทางราชการ และเป็นการรณรงค์ต่อสู้ในแต่ละกรณีและในแต่ละสถานที่ที่ต่างกัน ปัญหาหลักก็คือทางราชการอ้างระเบียบกฎเกณฑ์ (แบบเคร่งครัดตามตัวอักษร) ว่าไม่สามารถกระทำได้ ทั้งกรณีนักศึกษาในมหาวิทยาลัย การถ่ายรูปติดบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง รวมทั้งข้าราชการและลูกจ้างของรัฐบาลด้วย ยกเว้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งมีนักศึกษาสตรีมุสลิมคลุมศีรษะกันมากขึ้นเพราะเป็นมหาวิทยาลัยเปิด กระนั้นก็เป็นแรงกดดันต่อนักศึกษาสตรีมุสลิมที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยปิด วิทยาลัยครูและวิทยาลัยอาชีวะศึกษา (ในขณะนั้น) ที่ต้องการแต่งกายตามบทบัญญัติอิสลาม

 

การประทัวงโดยใช้บันไดทางขึ้นมัสยิดกลางจังหวัดยะลาเป็นเวที

       จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2530 กลุ่มนักศึกษาสตรีมุสลิมวิทยาลัยครูยะลา (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฎจังหวัดยะลา) ยื่นหนังสือต่อประธานชมรมส่งเสริมจริยธรรมอิสลามวิทยาลัยครูยะลาให้เป็นตัวกลางในการยื่นหนังสือขออนุญาตให้นักศึกษาสตรีมุสลิมแต่งกายตามหลักการอิสลามได้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติในอัลกุรอาน ซึ่งขณะนั้นมีนายอิบรอฮีม ณรงค์รักษาเขต ประธานชมรม และนายสุกรี หลังปูเต๊ะ (ปัจจุบันทั้งสองท่านจบการศึกษาระดับปริญญาเอกและเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย) เป็นผู้รับเรื่อง

       วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2530 นางสาวยะวาเหตุ โต๊ะแอ นางสาวพนิดา ดือเระ และนางสาวอาลีญา อาลีดีมัน นักศึกษาของวิทยาลัยครูยะลา แต่งกายตามหลักการอิสลามเข้าเรียนในชั้นเรียน ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการปฏิเสธที่จะอนุญาตให้แต่งกายเช่นนี้ได้จากผู้บริหารวิทยาลัยครูยะลา ซึ่งในจำนวนนั้นมีอาจารย์ที่เป็นมุสลิมอยู่ด้วย

       วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2530 จำนวนนักศึกษาที่คลุมศีรษะมาเรียนเพิ่มเป็น 12 คน และทุกคนถูกเรียกตัวเข้าพบที่ห้องผู้บริหาร พร้อมกับการขอร้องแกมขู่ให้ยุติการกระทำดังกล่าว ทางชมรมจริยธรรมอิสลามฯ จึงทำหนังสือแจ้งถึง ศอบต. ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้และสำนักจุฬาราชมนตรี

 

บรรยากาศการประท้วงในวิทยาลัยครู ยะลา

       ตลอดเวลาตั้งแต่นักศึกษาเริ่มแต่งกายตามหลักการอิสลาม มีความพยายามกลั่นแกล้งจากผู้บริหารโดยตลอด ทั้งการห้ามเข้าเรียนบางวิชา การนำชุดละหมาดของสตรีมุสลิมจากห้องชมรมจริยธรรมอิสลามไปทิ้ง การห้ามใช้เครื่องเสียงเวลามีการประชุม อนุญาตให้นำเครื่องดนตรีของวิทยาลัยครูออกมาเล่น เพื่อก่อกวนการประชุมของกลุ่มนักศึกษามุสลิม รวมทั้งให้นักศึกษาอีกฝ่ายหนึ่งจัดการประท้วงต่อต้านกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการคลุมศีรษะ เป็นต้น

 

คลื่นผู้ประท้วงจำนวนมาก

ผู้ร่วมประท้วงนั่งฟังข้อมู

       ทางด้านจิตวิทยา ทางวิทยาลัยครูได้เชิญตัวนักศึกษาที่คลุมศีรษะทั้งหมดเข้าพบตัวต่อตัวหลายครั้ง และเจรจาเกลี้ยกล่อมให้นักศึกษาเหล่านี้ยุติและเลิกล้มความตั้งใจในการแต่งกายตามหลักการอิสลาม แต่นักศึกษายืนยันที่จะปฏิบัติต่อไป ถึงแม้ทางวิทยาลัยจะให้ออกจากการเป็นนักศึกษาก็ตาม

       ในอีกด้านหนึ่งมีการให้ข่าวว่า การเคลื่อนไหวของนักศึกษาสตรีมุสลิมดังกล่าว มีประเทศมุสลิมในตะวันอกกลางอยู่เบื้องหลัง และประเทศนี้เพิ่งจะมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งประเทศดังกล่าวนับถือศาสนาอิสลามต่างจากมุสลิมทั่วไป กล่าวคืออยู่ในนิกายชีอะฮ์ 

       ทางรัฐบาลโดยนายมารุต บุนนาค (ส.ส. กรุงเทพมหานคร) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพยายามหาทางแก้ปัญหา โดยออกเป็นคำสั่งผ่อนปรนต่อนักศึกษาที่แต่งกายตามหลักการอิสลาม ให้เข้าเรียนและสอบปลายภาคให้ปิดภาคเรียนไปก่อน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาระยะยาวต่อไป

 

การปรึกษาหารือแนวทางเคลื่อนไหวกับกลุ่ม ส.ส. มุสลิม ซึ่งขณะนั้นสังกัดพรรคเดียวกับรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ ในรูปประกอบด้วย อ. วันนอร์ คุณอารีเพ็ญและคุณมุข

       แต่นายไสว พัฒโน (ส.ส. จังหวัดสงขลา) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคัดค้านแนวทางของนายมารุต บุนนาค

       วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2531 กลุ่มมุสลิมเจ็ดองค์กรในส่วนกลางประกอบด้วย สมาคมไทยมุสลิมทักษิณ ชมรมนักกฎหมายมุสลิม สมาคมนิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย ชมรมนักศึกษามุสลิมมหาวิทยาลัยรามคำแหง กลุ่มนักศึกษามุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ (PNYS) สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย และชมรมมุสลิมสยาม แถลงข่าวหลังจากยื่นหนังสือสนับสนุนนายมารุต บุนนาค (ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 25 มกราคม) ว่า องค์มุสลิมให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนักศึกษามุสลิมวิทยาลัยครูยะลา พร้อมกับปฏิเสธข่าวที่ว่า มีการสนับสนุนการเคลื่อนไหวจากต่างชาติ

       วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 นักศึกษาที่แต่งกายคลุมศีรษะถูกไล่ออกจากห้องเรียน เหตุการณ์เริ่มบานปลายและส่อเค้านำไปสู่ความรุนแรง แนวร่วมในกรุงเทพมหานครจึงยื่นหนังสือถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีให้ลงมาแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และให้ทบทวนคำสั่งของวิทยาลัยครูที่จะพักการเรียนของนักศึกษาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์

       วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 อาจารย์ประเสริฐ มะหะหมัด จุฬาราชมนตรีทำหนังสือชี้แจงกรณีการคลุมศีรษะของนักศึกษาถึงกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ คัดค้านการแก้ไขปัญหาตามแนวทางของผู้บริหารวิทยาลัยครู และ ศอ.บต. พร้อมทั้งระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะ ศอ.บต. ไม่ยอมมาปรึกษากับตน

       วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 นักศึกษาจัดการชุมนุมขึ้นที่หน้ามัสยิดกลางจังหวัดยะลา มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมนับหมื่นคน และเริ่มมีการทยอยมาจากจังหวัดใกล้เคียง ทั้งปัตตานี นราธิวาส สตูลและสงขลา

       วันที่ 16 มีนาคม หนังสือพิมพ์ดาวสยาม (ปิดกิจการไปแล้ว) พาดหัวข่าวว่า “ประทัวงแต่งฮิญาบ เพราะการเมืองจากภายนอก ลัทธิชีอะฮ์หนุนก่อเหตุข่มพุทธ”

       วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2531 นิตยสารสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับวันที่ 20-26 มีนาคม พ.ศ. 2531 ลงบทความเรื่อง “แฉเบื้องหลังศึก วค. ยะลา” ระบุว่า “การประท้วงกรณีฮิญาบที่ วค. ยะลา มี ส.ส. จังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้หนึ่งรับนโยบายมาจากประเทศตะวันออกกลางประเทศหนึ่ง โดยประสานงานกับสำนักงานวัฒนธรรมต่างชาติแห่งหนึ่ง เพื่อเคลื่อนไหวในลักษณะรุนแรง”

       ระหว่างมีการประท้วงที่หน้ามัสยิดกลางจังหวัดยะลา ที่กรุงเทพมหานครตัวแทนองค์กรมุสลิมในส่วนกลางได้เดินทางเข้าพบนายไสว พัฒโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่คัดค้านการอนุญาตให้นักศึกษาสตรีมุสลิมคลุมศีรษะได้ เพื่อยื่นหนังสือและเจรจา

 

ขณะเดินทางเข้ากระทรวงมหาดไทยเพื่อยื่นหนังสือและเจรจา (จากซ้าย) อรุณ (ฟารีด) เด่นยิ่งโยชน์ อานัส (นายก สนท. ขณะนั้น) พตท. ศิริวัฒน์ (ตร. สันติบาล) และทนายสมชาย นีละไพจิตร

กระทรวงมหาดไทยส่งตัวแทนมาเจรจาแทนเจ้ากระทรวง

ผู้เขียนและคุณอับดุลกอดิร มูซอ (สวมหมวกอัฟกัน) ขณะเจรจาที่กระทรวงมหาดไทย (ถือไมค์ด้านหลังคือคุณอัดนาน เอกชน)

       ตัวแทนที่เข้าพบประกอบด้วยคุณอนัส (จำนามสกุลไม่ได้) นายกสมาคมนิสิตนักศึกษามุสลิมแห่ประเทศไทยในขณะนั้น ทนายสมชาย นีละไพจิตร (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาแก่ดวงวิญญาณของท่าน) ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม คุณสุนทร (อับดุลกอเดร) มูซอ และคุณอรุณ (ฟารีด) เด่นยิ่งโยชน์

       หลังจากยื่นหนังสือแล้วมีการเจรจากับตัวแทนของกระทรวงมหาดไทยอยู่นานพอสมควร จึงลากลับ จากนั้นคณะทั้งหมดจากกรุงเทพมหานครจึงเดินทางลงจังหวัดยะลา เพื่อสมทบกับนักศึกษาที่ประท้วงและหาทางแก้ไขปัญหากับกลุ่ม ส.ส. มุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ เท่าที่จำได้ขณะนั้นประกอบด้วย คุณเด่น โต๊ะมีนา อ. วันมูหะมัด นอร์ มะทา คุณอารีเพ็ญ อุตรสินธ์ คุณมุข ไสไลมาน และคุณจิรายุส เนาวเกต เป็นต้น

 

คุณเด่น โต๊ะมีนา กำลังไฮด์ปาร์คที่หน้ามัสยิดกลางจังหวัดยะลา

       การประท้วงกรณีฮิญาบของนักศึกษาวิทยาลัยครูยะลาครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกี่ยวกับกระแสวัฒนธรรมอิสลามในเวลาต่อมา เป็นผลพวงการต่อสู้อย่างยาวนานตั้งแต่นักศึกษาสตรีมุสลิมคนแรกตัดสินใจคลุมศีรษะไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย มีนักศึกษาสตรีมุสลิมจำนวนมากที่เป็นตัวละครร่วม ทั้งที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนาม       จนกระทั่งปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2531 ทางรัฐบาลจึงยอมรับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมและสัญญาว่าจะแก้ไขระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เสียใหม่ ซึ่งยังกินความกว้างรวมไปถึงสิทธิเสรีภาพของสตรีมุสลิมทุกคนในทุกองคาพยพของสังคมไทย ที่สามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติข้อสำคัญข้อนี้ของอิสลามได้

 

สตรีมุสลิมที่คลุมศีรษะในยุคแรกๆ

ผลพวงของการต่อสู้ในอดีตคือเสรีภาพในปัจจุบัน (รูปถ่าบเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2011)

หลังจากนั้นเยาวชนมุสลิมเริ่มตื่นตัวเข้าสู่ครรลองอิสลามตามลำดับ

       มีสตรีมุสลิมในหน่วยงานของรัฐและเอกชนจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการคลุมศีรษะในหน่วยงานของตนเองทั้งภาครัฐและเอกชน โดยไม่ได้หวังที่จะมีชื่อเสียงเรียงนามในสังคมว่าเป็นนักต่อสู้ พวกเธอหวังเพียงความพึงพอพระทัยของพระผู้เป็นเจ้า และปฏิบัติตนอยู่ในครรลองของอิสลามเท่านั้น

        กว่า 30 ปีผ่านไป บรรดาสตรีมุสลิมเหล่านั้น ในปัจจุบันก็คงจะมีอายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย พวกเธอเป็นแม่ของลูกสาวซึ่งคงเข้าเรียนในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ทำงานในกระทรวงทบวงกรม บริษัทห้างร้านต่างๆ โดยสามารถคลุมศีรษะและแต่งกายมิดชิดตามบทบัญญัติอิสลามได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

เสรีภาพการแต่งกายตามบทบัญญัติอิสลามของนักเรียนสตรีมุสลิมในปัจจุบัน น้องๆ ทุกคนน่ารัก สดใสและมีเกียรติมาก

น้องๆ นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ศูนย์กลางการเรียกร้องสิทธิของนักศึกษาสตรีมุสลิมเกี่ยวกับเรื่องฮิญาบในขณะนั้น พวกเธอจะรู้หรือไม่ว่าคนรุ่นแม่รุ่นพ่อต่อสู้จนได้รับสิทธิและเสรีภาพนี้มา

ความงดงามและความสง่างามแบบอิสลาม

พวกเธอคืออนาคตของสังคม

        สตรีเหล่านั้นก็คงจะมีลูกชาย ซึ่งได้แต่งงานกับผู้หญิงที่คลุมศีรษะแต่งกายเรียบร้อย และจะส่งต่อวัฒนธรรมการแต่งกายแบบอิสลามนี้ไปยังลูกหลานและคนรุ่นต่อๆ ไป ท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมอิสลามและวัฒนธรรมตะวันตกที่กำลังแข่งขันต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง

        หนุ่มสาวมุสลิมยุคนี้ลองแหงนมองหน้าแม่ของตนเองดูสักครั้งหนึ่ง แล้วอาจจะพบว่า “มุญาฮิดะฮ์” นักต่อสู้เพื่อ “ฮิญาบ” ในยุค 30 ปีที่แล้ว อาจเป็นแม่ๆ ของพวกเขานั่นเอง

ร่วมสนับสนุน World Hijab Day วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2017

บทความโดย : Fareed Denyingyoch

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles