^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 143 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7530811
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
2593
7237
42001
95893
7530811

15-12-2018 เวลา 07 : 58

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

บทวิเคราะห์

การเริ่มต้นคลุมศีรษะ (ฮิญาบ) ของสตรีมุสลิมในประเทศไทย ตอนที่ 2

       ในยุคก่อนการตื่นตัวของประชาชาติมุสลิม สตรีมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะแต่งกายตามประเพณีท้องถิ่น มีผ้าคลุมศีรษะแต่ไม่ได้ปิดมิดชิด ส่วนสตรีมุสลิมในส่วนกลางคือกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาจแต่งกายคล้ายสตรีมุสลิมทางภาคใต้บ้าง และแต่งกายตามสากลนิยมบ้าง

       อุมมุริซาละฮ์ ได้เขียนไว้ในนิตยสาร “ทางนำฉบับเฉพาะกิจ 2 บันทึกประวัติศาสตร์ฮิญาบ สัจธรรมท้าทายอนาคต” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 เดือนเมษายน พ.ศ. 2531 คอลัมน์ “ฉายภาพมุสลิมะฮ์ในประเทศไทย” หน้า 42 ตอนหนึ่งกล่าวว่า

 

ภาพ (ซ้าย )นักศึกษาสตรีมุสลิมในมหาวิทยาลัยของรัฐในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยุค พ.ศ. 2518 ไม่สามารถคลุมศีรษะได้ ในภาพเป็นการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลของนักศึกษมุสลิมในยุคนั้น เกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง (ภาพขวา) นิตยสารทางนำฉบับเฉพาะกิจ 2 บันทึกวิกฤตประวัติศาสตร์ฮิญาบ สัจธรรมท้าทายอนาคต

      “ใน ปี พ.ศ. 2522 อิสลามก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นในการปฏิวัติที่กระทำขึ้นที่ประเทศอิหร่าน อำนาจแห่งสัจธรรมแพร่ขยายไปทีละเล็กทีละน้อยทั่วทุกมุมโลก มุสลิมไทยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ขณะนั้นไม่มีใครสนใจว่าอิหร่านจะเป็นชีอะฮ์หรือไม่ ไม่มีการขบคิดถึงปัญหาเหล่านี้ในหมู่นักศึกษามุสลิม เพราะเกิดความพึงพอใจที่คนอิหร่านสามารถโค่นล้มทรราชอย่างชาห์ลงได้ และนำหลักการอิสลามมาใช้

 

การประชุมสัมมนาระดับชาติผู้นำเยาวชนมุสลิม เนื่องในวาระ 15 ศตววรษของอิสลาม

สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรที่มีบทบาทในการกระตุ้นการตื่นตัวของเยาวชนมุสลิม

บุคลากรที่มีบทบาทในหมู่คนรุ่นใหม่ของสังคมมุสลิมในยุคดังกล่าว

       ขณะนั้นนักศึกษามุสลิมตื่นตัวอย่างสูงมีสภาพแห่งเอกภาพพอสมควร และภูมิใจต่อการพบรัศมีแห่งอิสลาม จนกระทั่งมีการจัดงาน “ครบรอบ 15 ศตวรรษแห่งอิสลาม” ในปี พ.ศ. 2523 ส่วนของสตรีมุสลิมได้ตื่นตัวเรื่องการแต่งกาย และเริ่มพัฒนาเข้าสู่รูปแบบของการแต่งกายที่ถูกต้องตามหลักการอิสลาม โดยเฉพาะสตรีมุสลิมในระดับปัญญาชนและนักศึกษา ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ง่ายและเข้าใจถึงหลักการอิสลามได้เร็วและมากกว่าสตรีในระดับอื่นๆ ...”

       ในช่วงดังกล่าวมีการริเริ่มจัดประชุมสัมมนา เพื่อถกเถียงกันในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของสตรีตามครรลองอิสลามอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการรณรงค์ให้สตรีมุสลิมปฏิบัติตนอยู่ในหลักการศาสนามากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกาย

 

การสัมมนาวิชาการสำหรับสตรีมุสลิมโดยเฉพาะ

ผู้จัดสัมมนาสตรีมุสลิม

สตรีมุสลิมมีความกระตือรือร้น ในการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความรู้และเพิ่มพูนอุดมการณ์อิสลาม

(ขวาสุด) คุณสุบัยดะฮ์ (ลัดดา) บินกาซัน (แสงวิมาน) นักศึกษาสตรีมุสลิมที่คลุมศีรษะเป็นคนแรกๆ ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง (คนที่สองจากขวา) อาจารย์วรนันท์ (ฮาวา) ปรียากร (ฉิมกุล)

       ปัญหาได้บานปลายไปยังข้าราชการสตรีมุสลิม ครู อาจารย์ พยาบาลก็แต่งกายตามบทบัญญัติอิสลามไม่ได้ และยังขยายไปถึงการถ่ายรูปติดบัตรประชาชนและหนังสือเดินทางก็คลุมศีรษะไม่ได้เช่นกัน ปัญหาที่เป็นรูปธรรมซึ่งเกิดขึ้น มีกรณีตัวอย่างให้เห็น เช่น       การตื่นตัวในเรื่องการแต่งกายอย่างถูกต้องตามบทบัญญัติอิสลามของสตรีมุสลิมเหล่านี้ ทำให้เริ่มเกิดผลกระทบในวงกว้าง เพราะการแต่งกายของนักศึกษาสตรีมุสลิมตามบทบัญญัติอิสลามเป็นคนแรกๆ อย่างเช่นกรณีของคุณสุไบดะฮ์ (ลัดดา) บินกาซัน (นามสกุลเดิมแสงวิมาน) และเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงสามารถกระทำได้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ไม่มีระเบียบห้ามอย่างเคร่งครัดเหมือนมหาวิทยาลัยปิด แต่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ของรัฐ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น แม้กระทั่งสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในภาคใต้ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาลัยครูในจังหวัดต่างๆ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏ) ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ก็แต่งกายตามบทบัญญัติอิสลามไม่ได้

       อาจารย์วรนันท์ (ฮาวา) ปรียากร (นามสกุลเดิมฉิมกุล) สมัครเข้าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และตัดสินใจคลุมศีรษะทันทีที่เริ่มเป็นอาจารย์ ก็ประสบปัญหาเรื่องระเบียบของมหาวิทยาลัย ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ถ้าต้องการคลุมศีรษะ

 

(ซ้ายสุด) คุณคะนำ ข่านเคน

       คุณคะนำ ข่านเคน ซึ่งจบจากวิทยาลัยพยาบาล และขออนุญาตคลุมศีรษะในการทำงาน แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ จึงตัดสินใจไม่ทำงานเป็นพยาบาล

 

       ใน พ.ศ. 2526 ด.ญ. มัรยัม สุกลนาสันติศาสน์ (ปัจจุบันใช้นามสกุลประดับญาติ) ภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดยะลา ได้ตัดสินใจคลุมศีรษะไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนเป็นกรณีแรกของสตรีมุสลิมระดับเยาวชน ซึ่งต้องผ่านการต่อสู้อย่างยาวนานและยากลำบาก

 

(ยืนคนกลางผ้าคลุมผมสีดำ) คุณปฏิมา (อามินะฮ์) อิลาชาน

       คุณปฏิมา (อามินะฮ์) อิลาชาน ขณะนั้นมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดพิษณุโลก ได้แสดงเจตนาที่จะคลุมศีรษะถ่ายรูปติดบัตรประชาชน แต่ไม่ได้รับอนุญาตในเบื้องแรก แต่ได้ดำเนินการชี้แจงและวิ่งเต้นจนได้รับอนุญาตให้คลุมศีรษะถ่ายรูปติดบัตรประชาชนได้ ถือว่าเป็นกรณีแรกๆ ของประเทศไทย

       นี่คือการต่อสู้เพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา อันเป็นสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ของสตรีมุสลิมไทยในยุคแรกๆ

       เมื่อปัญญาชนและนักศึกษาสตรีมุสลิมเริ่มตื่นตัวในแต่งกายตามบทบัญญัติอิสลามมากขึ้น มิใช่เฉพาะแต่งกายไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยหรือไปทำงาน แต่เริ่มแต่งกายตามแบบฉบับอิสลามไปทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ไปเที่ยวพักผ่อน รับประทานอาหาร จับจ่ายใช้สอยและร่วมงานพิธีต่างๆ เช่น งานแต่งงาน เป็นต้น

 

การปรากฏตัวของสตรีมุสลิมที่คลุมศีรษะทำให้เกิดการซึมซับวัฒนธรรมการแต่งกายแบบอิสลามสู่สตรีมุสลิมคนอื่นๆ

บรรยากาศผสมผสานระหว่างผู้คลุมศีรษะกับบุคคลอื่นๆ โดยไม่มีความแปลกแยก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสตรีมุสลิมโดยรวม

คู่แต่งงานโดยเฉพาะฝ่ายหญิงเริ่มแต่งกายตามแบบฉบับอิสลามมากขึ้น (เป็นภาพการแต่งงานใน พ.ศ. 2527)

สตรีมุสลิมสูงอายุในยุคดังกล่าวจะมีผ้าคลุมศีรษะ แต่ก็ยังเป็นแบบประเพณีนิยมเดิม และพัฒนาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนคนหนุ่มสาวมุสลิม

       ในระยะแรกก็ยังมีการผสมปนเปกันระหว่างผู้ที่แต่งกายตามแบบฉบับอิสลามกับผู้ที่แต่งกายตามสากลนิยมทั่วไป แต่ก็ร่วมกิจกรรมกันได้อย่างกลมกลืน และกระแสการแต่งกายตามแบบฉบับอิสลามของสตรีมุสลิมค่อยๆ เริ่มกระจายออกไปทั่วทั้งประเทศ สตรีมุสลิมมีการเปลี่ยนแปลงและแต่งกายตามแบบฉบับของอิสลามมากขึ้นๆ ทุกวัน

       สถานที่ใดหรือเวลาใดที่ยังแต่งกายอย่างถูกต้องไม่ได้ ก็หลีกเลี่ยงไปก่อน นักศึกษา นักเรียนและข้าราชการสตรีมุสลิมบางคนคลุมศีรษะเดินทางไปมหาวิทยาลัย โรงเรียนหรือสถานที่ทำงาน เมื่อไปถึงก็ถอดผ้าคลุมศีรษะออก หลังเลิกเรียนหรือเลิกทำงาน ก็สวมผ้าคลุมศีรษะกลับบ้าน นอกเวลาทำงานเมื่อไปทำกิจกรรมอื่นๆ ดังที่กล่าวข้างต้นก็จะคลุมศีรษะมิดชิดตลอดเวลา

       ส่วนสตรีมุสลิมที่ทำงานอิสระ หรือองค์กรเอกชนสามารถแต่งกายอย่างถูกต้องตามบทบัญญัติอิสลามได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นพลังกระตุ้นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพของสตรีมุสลิมในเครื่องแต่งกายตามแบบฉบับอิสลามเป็นที่คุ้นตาของสังคมไทยมากขึ้น เรียกว่าทุกฝ่ายต่างมีส่วนร่วมในการรณรงค์คนละไม้คนละมือ

       ต่อมาสถานการณ์ได้ปะทุขึ้นเมื่อบรรดานักศึกษาสตรีมุสลิม ต้องการที่จะแต่งกายตามแบบฉบับอิสลามเข้าเรียน ข้าราชการในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือแม้แต่ในส่วนกลางก็ต้องการแต่งกายตามแบบฉบับอิสลามไปทำงาน แต่ทางราชการอ้างว่าผิดระเบียบไม่สามารถกระทำได้

       ทางฝ่ายมุสลิมก็ชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยระบุว่า ประชาชนชาวไทยมีสิทธิเสรีภาพที่จะปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาหรือลัทธิความเชื่อของตนได้ ดังนั้นระเบียบใดๆ ของทางราชการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับการแก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายอื่นจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้

การประท้วงกรณีห้ามการคลุมศีรษะของนักศึกษาสตรีมุสลิมวิทยาลัยครูยะลา ในปลายปี พ.ศ. 2530 ที่หน้ามัสยิดกลางจังหวัดยะลา ซึ่งยืดเยื้อจนถึงต้นปี พ.ศ. 2531 นับเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับกรณีนี้

การรวมตัวของนักศึกษาวิทยาลัยครูยะลา ภายในวิทยาลัย เพื่อเรียกร้องกรณีวิทยาลัยอ้างระเบียบ ห้ามคลุมศีรษะ

       กรณีนี้ทำให้แรงกดดันและความตึงเครียด จนเกิดการเคลื่อนไหวของประชาคมและองค์กรมุสลิม (สมาคมนิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย และสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย เป็นต้น) อย่างขนานใหญ่ตามมา จนถึงขั้นมีการประท้วงเรียกร้องสิทธิเสรีภาพข้อนี้ จากทั้งนักศึกษาและประชาชนมุสลิมในปลายทศวรรษที่ 2520 และต้นทศวรรษที่ 2530 ทั้งในกรุงเทพฯ และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

หมายเหตุ : การอ้างอิงตัวบุคคลและเอ่ยนามบางท่าน เพื่อความชัดเจนของข้อมูล หากผิดพลาดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

ร่วมสนับสนุน World Hijab Day วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2017

บทความโดย : Fareed Denyingyoch

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles