^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 83 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

6851018
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
447
4857
11543
125455
6851018

21-08-2018 เวลา 01 : 49

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

บทวิเคราะห์

การเริ่มต้นคลุมศีรษะ (ฮิญาบ) ของสตรีมุสลิมในประเทศไทย ตอนที่ 1

       เมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา เยาวชนมุสลิมยังไม่ได้มีโอกาสเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษามากนัก เยาวชนมุสลิมส่วนใหญ่จะศึกษาในสถาบันศาสนา โดยมีสภาพคล้ายกันทั้งมุสลิมที่อยู่ในส่วนกลางคือกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง กับมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

       ต่อมาในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ประมาณ พ.ศ. 2514 ได้เปิดโอกาสโดยให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนมุสลิมจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในส่วนกลาง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น โดยมีเป้าหมายให้เยาวชนเหล่านี้กลับไปทำงาน รับราชการที่บ้านเกิด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งรัฐบาลและประชาชนเอง นั่นคือคนท้องถิ่นปกครองคนท้องถิ่น และรัฐบาลสามารถประสานงานผ่านบุคลากรเหล่านี้ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้สะดวกขึ้น

 

    ภาพ : นิสิตนักศึกษามุสลิมจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาล เข้ารับฟังโอวาทจากจอมพลประภาส จารุเสถียร รองนายกรัฐมนตรี

     นักศึกษาที่ได้ทุนการศึกษาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งรับราชการจนหลายคนได้เป็นข้าราชการระดับสูง ส่วนหนึ่งเข้าสู่เส้นทางการเมืองและบางส่วนทำงานในบริษัทเอกชนหรือประกอบธุรกิจส่วนตัว

      ในช่วงเวลาดังกล่าวเยาวชนมุสลิมในส่วนกลางก็เริ่มเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยทุนส่วนตัว โดยแบ่งคร่าวๆ ได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่มีพื้นฐานทางครอบครัวดีทั้งในด้านเศรษฐกิจและสถานะทางสังคม กลุ่มนี้จะมาจากชุมชนมุสลิมในกรุงเทพมหานครชั้นใน เช่น บางอ้อ บางกอกน้อย สี่แยกบ้านแขก บางลำพู พญาไท บ้านครัว เป็นต้น กลุ่มที่สองมาจากปริมณฑลและจังหวัดรอบๆ กรุงเทพ กลุ่มนี้มักมาจากบุตรหลานของผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนที่มีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล จึงส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา กลุ่มนี้จะมาจากย่านพระโขนง บางกะปิ มีนบุรี หนองจอก ฉะเชิงเทราและอยุธยา

 

ภาพ : นิสิตนักศึกษาส่วนหนึ่งที่ได้รับสิทธิและทุนการศึกษาจากรัฐบาล

      เยาวชนทั้งสองกลุ่มนี้คือนักศึกษาที่ได้ทุนการศึกษาจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับนักศึกษาจากส่วนกลางได้มีโอกาสพบปะกัน รู้จักกันจึงเป็นที่มาของชมรมนักศึกษามุสลิมในมหาวิทยาลัยต่างๆ และจากชมรมนักศึกษามุสลิมในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็รวมตัวกันตั้งสมาคมนิสิตนักศึกษามุสลิมขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2511

 

   ภาพ : ถึงแม้จะยังแต่งกายไม่ถูกต้อง แต่นักศึกษามุสลิมที่ได้รับทุนการศึกษาก็เปี่ยมด้วยจิตสำนึกในการรับใช้สังคม ในภาพเท่าที่จำได้ คนขวาสุดที่นั่งสามคน คือคุณอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และที่นั่งเดี่ยวคือ รศ. ดร. พีรยศ ราฮิมมูลา (ขออภัยถ้าผิดพลาด)


      นักศึกษามุสลิมเหล่านี้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันทั้งในนามชมรมนักศึกษามุสลิมของมหาวิทยาลัย และร่วมกันในนามสมาคมนิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย กิจกรรมหลักคือการจัดค่ายอาสาพัฒนาชนบท คือออกไปจัดค่ายอาสาตามชุมชนมุสลิมที่อยู่ห่างไกล (ในขณะนั้นส่วนใหญ่จะไปที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก) โดยไปสร้างอาคารอเนกประสงค์ อาคารเรียน ห้องสมุด ศูนย์ชุมชน ขณะเดียวกันก็ประสานสัมพันธ์กับชาวบ้าน และสร้างความสัมพันธ์กันในหมู่นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย

 

     ภาพ : การออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทของนิสิตนักศึกษามุสลิมในยุคนั้้น

       ในห้วงเวลาเดียวกัน มีการตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด เป็นตลาดวิชาของทุกคน ทำให้มีนักศึกษาหลั่งไหลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้อย่างขนานใหญ่ รวมทั้งเยาวชนมุสลิมจากทั่วประเทศ และมีการตั้งชมรมนักศึกษามุสลิมหาวิทยาลัยรามคำแหงขึ้น ไม่นานนักชมรมนักศึกษามุสลิมมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็กลายเป็นชมรมนักศึกษามุสลิมที่มีสมาชิกมากที่สุดในบรรดาชมรมนักศึกษามุสลิมตามมหาวิทยาลัยต่างๆ

       นักศึกษามุสลิมในยุคก่อน 2520 เน้นการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ยังไม่เน้นในเรื่องศาสนา เห็นได้จากนักศึกษาสตรีมุสลิมยังไม่ได้มีการคลุมศีรษะ (ฮิญาบ) อย่างเช่นปัจจุบัน จนกระทั่งประมาณ พ.ศ. 2523 เริ่มมีการตื่นตัวในเรื่องของอิสลามมากขึ้น นักศึกษามุสลิมมีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสารจากภายนอกมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์โลกมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศมุสลิมกับอิสราเอล ปัญหาปาเลสไตน์ การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน เป็นต้น

 

ภาพ : การประทัวงยิวของนักเรียน นิสิต นักศึกษามุสลิมในยุคนั้น

       ในขณะเดียวกันนักศึกษาในชมรมนักศึกษามุสลิมมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มมีการรวมกลุ่มกันศึกษาเกี่ยวกับอิสลามมากขึ้น โดยมีการตั้งกลุ่มศึกษาร่วมกันที่เรียกว่า “กลุ่มอุสเราะฮ์”

       ความรู้เรื่องหนึ่งที่นักศึกษามุสลิมเหล่านี้ได้รับรู้ (ความจริงเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วแต่อาจไม่ตระหนักและไม่ได้ให้ความสำคัญ) โดยเฉพาะนักศึกษาสตรีมุสลิมคือ พวกเธอจะต้องแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า โดยเป็นศาสนบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน และจากการพูดคุยกันในกลุ่มศึกษา (อุสเราะฮ์) ทำให้ทราบเพิ่มเติมว่า การแต่งกายมิดชิดนี้เป็นเพียงประตูแรกไปสู่การเป็นสตรีที่สมบูรณ์ตามมโนคติของอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่ต่อตนเอง ต่อครอบครัวทั้งในฐานะบุตร ภรรยาและมารดา

       ทั้งนี้รวมถึงความรู้ความเข้าใจต่างๆ เกี่ยวกับคำสอนและปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังคำสอนของอิสลามอีกมากมาย

 

ภาพ : ส.ส. กลุ่มวะฮ์ดะฮ์ ผลผลิตส่วนหนึ่งของโครงทุนการศึกษานิสิตนักศึกษามุสลิมในสมัยนั้น คือคุณสุดิน ภูยุทธานนท์ (ยืนหลังซ้าย) คุณอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ (ยืนหลังคนกลาง) อ. วันมูหะมัดนอร์ มะทา (ยืนหลังขวา) และคุณมุข สุไลมาน (ยืนหน้าซ้ายข้างคุณเด่น โต๊ะมีนา)

       การรับรู้ในเรื่องการแต่งกายตามบทบัญญัติอิสลามของสตรีมุสลิมนี้ กระตุ้นให้มีนักศึกษาสตรีมุสลิมกลุ่มหนึ่งเริ่มตัดสินใจที่จะแต่งกายตามบทบัญญัติของอิสลามไปเรียนในมหาวิทยาลัย

และการเริ่มต้นคลุมศีรษะ (ฮิญาบ) ของนักศึกษามุสลิมในส่วนกลางเป็นคนแรกเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง .... ประมาณ พ.ศ. 2522 - 2523

        ขณะนั้นผมเพิ่งเข้าศึกษาที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวะศึกษา วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ และมีรุ่นพี่จากชมรมนักศึกษามุสลิมของวิทยาลัยฯ มาตามไปลงชื่อเป็นสมาชิกใหม่ของชมรม

ร่วมสนับสนุน World Hijab Day วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2017

บทความโดย : Fareed Denyingyoch

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles