^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 88 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7530270
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
2052
7237
41460
95352
7530270

15-12-2018 เวลา 06 : 26

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

บทวิเคราะห์

มุมมองศาสนาและการเมืองอิสลาม บางช่วงประวัติศาสตร์มายังยุคปัจจุบัน

    ข้อเท็จจริงที่ทราบกันดีว่า ชนยุคแรกที่ได้รับเกียรติตามที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวไว้ก็คือ ช่วงสามศตวรรษแรกของอิสลาม

       ความหมายโดยทั่วไปของบุคคลเหล่านี้ก็คือ สาวกของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) (ซอฮาบะฮ์) ผู้ที่มีชีวิตร่วมสมัยกับบรรดาสาวก (ตาบิอีน) และผู้มีชีวิตร่วมสมัยกับผู้ที่อยู่ร่วมสมัยกับสาวก (ตาบิอิดตาบิอีน)

       แต่ความหมายเฉพาะคือ บรรดานักวิชาการที่อยู่ในยุคดังกล่าวทั้งสามช่วงเวลาคือผู้ที่ประเสริฐ และถือเป็นบรรทัดฐานในการประเมินความน่าเชื่อถือทางวิชาการ

       หากประเมินตามห้วงเวลายุคของผู้มีชีวิตร่วมสมัยกับผู้ที่อยู่ร่วมสมัยกับสาวก (ตาบิอิดตาบิอีน) คือช่วงที่สาม จะอยู่ช่วงกลางสมัยราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ (ราชวงศ์อับบาสิยะฮ์สิ้นสุด ค.ศ. 1258)

นักวิชาการด้านศาสนบัญญัติที่ได้รับการยอมรับในยุคดังกล่าว (ลำดับตามปีที่ถือกำเนิด) คือ

  1. อบูฮะนีฟะฮ์ นุอ์มาน บินซาบิต (ฮ.ศ. 80-150 / ค.ศ. 699-765) หรืออิมามฮานาฟี เสียชีวิตที่แบกแดด เป็นชาวเปอร์เซีย ผู้นำสำนักคิดฮานาฟี
  2. อบูอับดุลลอฮ์ ญะอ์ฟัร บินมุฮัมมัด (ฮ.ศ. 83-148 / ค.ศ. 702-765) หรืออิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก เสียชีวิตที่มะดีนะฮ์ เป็นเชื้อสายของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เป็นผู้วางรากฐานวิชาการและศาสนบัญญัติของสำนักคิดชีอะฮ์ เสียชีวิตที่มะดีนะฮ์
  3. มาลิก บินอะนัส (ฮ.ศ. 93-179 / ค.ศ.711-795) หรืออิมามมาลิกี เสียชีวิตที่มะดีนะฮ์ ผู้นำสำนักคิดมาลิกี
  4. อบูอับดุลลอฮ์ มุฮัมมัด บินอิดรีส (ฮ.ศ. 150-204 /ค.ศ. 765-820) หรืออิมามชาฟิอี ผู้นำสำนักคิดชาฟิอี เสียชีวิตที่อียิปต์
  5. อบูอับดุลลอฮ์ อะฮ์มัด บินมุฮัมมัด อิบนิฮัมบัล (ฮ.ศ. 164-241 / ค.ศ. 780- 855)

       ทั้งหมดนี้อยู่ในศตวรรษที่สองของอิสลามหรือตาบิอีน

       อิมามฮานาฟี มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์อุมัยยะฮ์ต่อราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ เช่นเดียวกับอิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก และมีความสัมพันธ์เป็นศิษย์กับอาจารย์กัน คืออิมามฮานาฟี เคยศึกษากับอิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก เป็นเวลา 2 ปี

       ส่วนอิมามมาลิกีนั้นมีชีวิตอยู่ร่วมทั้งในสมัยเดียวกันและมีภูมิลำเนาอยู่ในเมืองเดียวกันคือมะดีนะฮ์ แต่อิมามมาลิกีมีอายุน้อยกว่าอิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก 10 ปี

       อิมามชาฟิอีถึงแม้ว่าจะเกิดที่ปาเลสไตน์ (ท่านมีเชื้อสายกุเรช) แต่มาเติบโตและศึกษาที่กรุงแบกแดด เมื่อท่านเริ่มสอนหนังสือในกรุงแบกแดด ซึ่งขณะนั้นอยู่ในสมัยราชวงศ์อับบาสิยะฮ์แล้ว ลูกศิษย์คนสำคัญของท่านคนหนึ่งคืออิมามฮัมบาลีนั่นเอง

       ในฐานะแบกแดดเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสลามในสมัยอับบาสิยะฮ์ จึงกลายเป็นศูนย์กลางทางวิชาการ ทั้งในเรื่องศาสนาและวิทยาการทั่วไป คอลีฟะฮ์ในยุคนั้น ด้านหนึ่งอาจจะเป็นผู้เข้มงวดกับประชาชนทั้งในเรื่องการปกครองและศาสนา จนบางครั้งบางเหตุการณ์อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเผด็จการ เป็นทรราช มีการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่รัชทายาท ถึงขั้นพี่น้องทำสงครามเข่นฆ่ากันเองเพื่อแย่งอำนาจ แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการสนับสนุนส่งเสริมด้านวิชาการอย่างเต็มที่

       มีการตั้งบัยตุลฮิกมะฮ์ (House of Wisdom) หรือวิทยาคารขึ้นในสมัยคอลีฟะฮ์ฮารูณ อัรรอชีด (ปกครอง ค.ศ. 786-809) คอลีฟะฮ์คนที่ 5 ของราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ และเจริญสูงสุดในสมัยอัลมะอ์มูน (ปกครอง ค.ศ. 809-833) คอลีฟะฮ์คนที่ 6 ซึ่งเป็นบุตรชายของฮารูณ อัรรอชีดเอง

       วิทยาคารนี้เองทำให้สรรพวิชาการของโลกอิสลามเจริญก้าวหน้าอย่างเต็มที่ ทั้งการค้นคว้าวิจัยเองและต่อยอดมาจากวิทยาการโบราณสมัยกรีก โรมันและอินเดีย

       นักวิทยาศาสตร์มุสลิมนามอุโฆษที่มีชีวิตในยุคนี้มีมากมาย เช่น อัลคอวาริซมี (ค.ศ. 780-850) บิดาแห่งเรขาคณิตและพีชคณิต ยะอ์กูบ อิบนิอิศฮาก อัลกินดี (ค.ศ. 801-873) ฉายานักปรัชญาแห่งอาหรับ ญาบิร อิบนิฮัยยาน (ค.ศ. 720-815) บิดาแห่งวิชาเคมียุคแรก เป็นต้น

       แม้แต่การรวบรวมวจนะ (ฮาดีษ) ซึ่งมีทั้งคำพูด การกระทำและการยอมรับของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ก็มีความเจริญสูงสุดในยุคนี้ (ฮาดีษถูกห้ามบันทึกตั้งแต่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) สิ้นชีวิต จนถึงสมัยอุมัร อิบนิอับดุลอะซีซ (ปกครอง ฮ.ศ. 98-101 / ค.ศ. 717-720) คอลีฟะฮ์ของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ จึงมีการอนุญาตให้บันทึกอีกครั้งหนึ่ง)

      นักรวบรวมและบันทึกวจนะที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ (เรียงตามอาวุโส) เช่น บุคอรี (ค.ศ. 810-870) นะซาอี (ค.ศ. 8170-870) มุสลิม (ค.ศ.815-875) อบูดาวูด (ค.ศ. 817-889) อิบนิมาญะฮ์ (ค.ศ. 824-887) และติรมีซี (ค.ศ.824-892) เป็นต้น ในฝ่ายที่รวบรวมวจนะจากสายอะฮ์ลุลยัยต์ก็มี มุฮัมมัด อิบนิยะอ์กู๊บ อัลกุลัยนี (ฮ.ศ. 250-329) เชคมุฟีด (ฮ.ศ. 336-413) มุฮัมมัด อิบนิฮูเซน อัตตูซี (ฮ.ศ. 385-460) เป็นต้น

      ในยุคต้นของอิสลามไม่มีการแบ่งแยกระหว่างวิชาการศาสนาและวิทยาการทั่วไป ดังนั้น นักวิชาการในยุคดังกล่าวจึงมีความเชี่ยวชาญในสรรพวิชาการหลากหลาย นักวิชาการด้านกุรอาน ศาสนบัญญัติ จะเป็นทั้งนักปรัชญา นักเคมีและนักคณิตศาสตร์ด้วย เป็นต้น

      แน่นอนว่าคอลีฟะฮ์นั้น มีอำนาจทั้งทางการเมืองการปกครองและในฐานะเป็นผู้อุปถัมภ์วิชาการ (เช่น การก่อต้องวิทยาคาร เป็นต้น) ก็พยายามที่จะมีอิทธิพลเหนือบรรดานักวิชาการด้วย และนักวิทยาการที่อยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองของคอลีฟะฮ์มากที่สุดคือนักวิชาการศาสนา เพราะนักวิชาการศาสนามีอิทธิพลเหนือประชาชน และคอลีฟะฮ์ต้องการให้ประชาชนยอมรับการปกครองของตน (ไม่ว่าจะถูกหรือผิด หรือไม่ว่าตัวคอลีฟะฮ์จะเป็นคนดีหรือเลวในทัศนะของศาสนาก็ตาม)

       ดังนั้นการได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการศาสนาชั้นสูงเหล่านี้ จึงเป็นที่ต้องการของบรรดาคอลีฟะฮ์ จึงใช้อำนาจด้านการอุปถัมภ์ค้ำจุน เงินทองทรัพย์สิน ตำแหน่งและเกียรติยศมาล่อให้นักวิชาการเหล่านี้ออกคำวินิจฉัยทางศาสนา (ฟัตวา) ไปตามที่ตนต้องการ

       เราจึงเห็นอิมามฮานาฟีถูกจับขังคุกและโบย จนเสียชีวิตในคุก เพราะไม่ยอมทำงานรับใช้วาระทางการเมืองโดยขายทัศนะทางศาสนาของท่านให้กับคอลีฟะฮ์ อิมามชาฟิอี ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความประนีประนอมอย่างยิ่ง ในช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านเดินทางไปพำนักที่อียิปต์ เพื่อให้พ้นจากอิทธิพลของศูนย์กลางอำนาจที่แบกแดด

       อิมามฮัมบาลีก็ถูกจับขังคุกและโบยอย่างหนัก เนื่องจากท่านยืนยันทัศนะทางศาสนาของตน โดยไม่ยอมโอนอ่อนไปตามความต้องการของคอลีฟะฮ์

       ท่านอิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางอำนาจทางศาสนาของมุสลิมในสมัยนั้น ชั้นเรียนของท่านที่มะดีนะฮ์มีนักศึกษานับพันคนเข้าเรียน นักวิชาการทุกแขนงของอิสลามในสมัยของท่าน ล้วนเคยร่ำเรียนกับท่านทั้งสิ้น รวมทั้งอิมามฮานาฟี และญาบิร อิบนิฮัยยาน บิดาแห่งวิชาเคมีก็เป็นลุกศิษย์ของท่าน

       ท่านถูกวางยาพิษโดยคำสั่งของอบูญะอ์ฟัร อัลมันซูร (ปกครอง ค.ศ. 754-775) คอลีฟะฮ์คนที่สองของราชวงศ์อับบาสิยะฮ์

       กว่า 1,300 ปีผ่านไป เราเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่มีแต่ความศิวิไลซ์ อิสลามเป็นศาสนาที่ยิ่งใหญ่อันดับสองของโลก แต่เราก็ยังเห็นผู้ปกครองมุสลิมที่อธรรม ปกครองแบบกดขี่ข่มเหงประชาชน ลุ่มหลงในอำนาจ มิได้ดูแลทุกข์สุขของประชาชนและพัฒนาบ้านเมืองของตนให้เจริญรุดหน้าอย่างที่สมควรจะเป็นและพึงกระทำ

       มิหนำซ้ำเรายังเห็นผู้ปกครองลักษณะดังกล่าว เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนก่อสงครามรุกราน ทำลายล้างผู้ปกครองมุสลิมด้วยกันอย่างเช่นกรณีไอซิส เราเห็นผู้ปกครองมุสลิมลักษณะดังกล่าว ออกคำสั่งให้ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดประเทศเพื่อนบ้านมุสลิมด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นประเทศมุสลิมที่ยากจนที่สุดในตะวันออกกลาง ทำให้ประชาชนที่มีทั้งสตรี เด็กและคนชราเสียชีวิตแล้วนับหมื่นคน ไม่ต้องพูดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเรือน สาธารณูปโภคและความบอบช้ำของจิตใจ

       ผู้ปกครองประเทศนี้ยังเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้ปกครองประเภทเดียวกับตัวเอง กดขี่ข่มเหงและสังหารประชาชนของตน เพื่อให้อำนาจการปกครองของพวกเขายืนยาวต่อไป บนซากปรักหักพังของบ้านเมืองและศพของประชาชน

        แต่ที่น่าแปลกใจคือ เราไม่เคยเห็นหรือได้ยินนักวิชาการศาสนาระดับสูงของประเทศนี้ออกมายืนหยัด ตำหนิติติงหรือห้ามปรามผู้ปกครองของพวกเขาให้ยุติการก่ออาชญากรรม เหมือนกับที่บรรดานักวิชาการศาสนาในยุคแรกของอิสลามได้ยืนหยัดต่อสู้มา ซึ่งนักวิชาการเหล่านั้นคือความภูมิใจของประชาชาติมุสลิมทั้งมวล แต่ยังนั่งเอ้แต้เป็นเครื่องประดับบารมีให้กษัตริย์อักด้วย

        หรือว่าเงิน ทรัพย์สิน ตำแหน่งและเกียรติยศในโลกนี้ ได้ปิดปาก บังตาและอุดหูพวกเขาไว้ จนพูดไม่ออก ฟังไม่ได้ยิน และมองไม่เห็นโศกนาฏกรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ถูกกดขี่ที่เป็นประชาชาติของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) อยู่ในขณะนี้

        หรืออุลามาอ์ (นักวิชาการศาสนา) ยุคนี้ไม่ใช่ทายาทของบรรดาศาสดาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นทายาทอสูร!!

บทความโดย : Fareed Denyingyoch

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles