^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

facebook likebox joomla module

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 24 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7880167
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
2647
2440
23208
68172
7880167

23-02-2020 เวลา 17 : 39

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

หน้าแรก l Home islamicstudiesth.com

การพิชิตค็อยบัรและความประเสริฐที่ไม่มีใครเหมือนของอิมามอะลี (อ.)

      เนื่องในโอกาสวันที่ 24 ของเดือนร่อญับ วันครบรอบปีของการพิชิตป้อมปราการแห่งค็อยบัร โดยท่านอิมามอะลี (อ.)

      ในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 7 ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้ตัดสินใจที่จะทำให้แผนการร้ายต่างๆ ของชาวยิวแห่งค็อยบัรสิ้นสุดลง เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับชาวมุสลิมแห่งมะดีนะฮ์ เนื่องจากตำบลค็อยบัรนั้นนับตั้งแต่เริ่มต้นการปรากฏตัวของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ในนครมะดีนะฮ์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการวางแผนร้ายเพื่อทำลายศาสนาอิสลาม และชาวยิวแห่งค็อยบัรก็ไม่เคยละความพยายามในการที่จะสร้างอันตรายให้เกิดกับสังคมที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ของอิสลาม

สถานะของตำบลค็อยบัร

       ตำบลค็อยบัรปัจจุบันตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองมะดีนะฮ์ในระยะทาง 165 กิโลเมตร ตำบลนี้ประกอบไปด้วยหมู่บ้านต่างๆ ไร่สวนที่เขียวขจีอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำในการทำการเกษตรและมีประชากรผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก ก่อนการแต่งตั้ง (บิอ์ซะฮ์) ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) บางเผ่าของชาวยิวได้ตั้งรกรากอยู่ในตำบลนี้ และเนื่องจากสภาพที่เหมาะสมของสถานที่ พวกเขาจึงมีทักษะและความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในกิจการด้านการเกษตร การสะสมความมั่งคั่งและการจัดเตรียมอาวุธ ประชากรของพวกเขาในขณะนั้นมีจำนวนถึงสองหมื่นคน และจะพบเห็นนักรบได้เป็นจำนวนมากในหมู่พวกเขา [1]

       เพื่อที่จะป้องกันตนเองและแผ่นดินของตน ชาวยิวในตำบลค็อยบัรจึงได้สร้างป้อมปราการขึ้นจำนวนมากมาย โดยที่แต่ละป้อมปรากการนั้นจะมีชื่อเรียกเฉพาะของมัน และที่สำคัญที่สุดของป้อมปราการเหล่านั้นได้แก่ นาอิม, กอมูศ, กุตัยบะฮ์, นัสฏอฮ์, ชักก์ วะเฏี๊ยะห์ และซะลาลัม นอกจากนี้เพื่อที่จะป้องกันป้อมปราการเหล่านี้ชาวยิวได้สร้างหอคอยสังเกตการณ์ขึ้นเคียงข้างแต่ละป้อมปราการเหล่านี้เพื่อพิทักษ์ปกป้องและสอดส่องดูแลสถานการณ์ต่างๆ นอกป้อมปราการ และคอยรายงานเข้าไปให้ด้านในได้รับรู้ ชนิดของอาคารของป้อมปราการทั้งหลายก็เป็นไปในลักษณะที่ว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ด้านในสามารถมองเห็นและสามารถควบคุมเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจากด้านนอกของป้อมปราการได้เป็นอย่างดี และสามารถจัดการกับศัตรูได้ด้วยการยิงก้อนหินด้วยแท่นยิง (มันญะนีก) และอื่นๆ [2]

การเริ่มต้นสงคราม

       ด้วยกับการมาถึงของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และชาวมุสลิมยังตำบลค็อยบัร สงครามจึงได้เริ่มต้นขึ้น และในวันแรกของสงครามชาวมุสลิมจำนวนห้าสิบคนได้รับบาดเจ็บ ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ตั้งค่ายพักอยู่ในบริเวณที่มีชื่อว่า “ร่อเญี๊ยะอ์” เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน และทุกวันจะออกไปทำสงครามกับชาวยิวพร้อมกับชาวมุสลิม โดยแต่ละกลุ่มจะมีธงรบ ในคืนที่หกชายชาวยิวผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ในป้อมปราการ “นิฏอฮ์” ซึ่งมีนามว่า “ซัมมาก” ได้มาพบท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และขอความคุ้มครองจากท่านโดยสัญญาว่าจะนำทางชาวมุสลิมเข้าสู่ป้อมปราการนี้ เขาได้เปิดเผยว่าในป้อมปราการนิฏอฮ์นี้เป็นที่ตั้งของคลังเก็บอาหารและสรรพาวุธต่างๆ ของชาวยิว และผู้ที่อาศัยอยู่ในป้อมปราการนี้ก็ประสบกับความสับสนอลหม่านและหวาดความกลัวและกำลังจะหนีออกไปจากป้อมปราการนี้ ในวันรุ่งขึ้นชาวมุสลิมได้พิชิตป้อมปราการนิฏอฮ์ และต่อมาชาวยิวผู้นั้นก็ได้เข้ารับอิสลาม  [3]

สงครามชี้วัดชะตากรรม

       หลังจากไม่กี่วันป้อมปราการอื่นๆ อย่างเช่น นาอิมและกอมูศก็ถูกพิชิตโดยกองทัพอิสลาม และชาวมุสลิมโดยการนำของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ก็รุกคืบไปยังป้อมปราการวะเฏี๊ยะห์และซะลาลัม แต่ต้องเผชิญกับการต้านทานอย่างแข็งแกร่งของชาวยิวที่อยู่ด้านนอกของป้อมปราการ บรรดาทหารผู้หาญกล้าของอิสลามแม้จะยอมพลีชีวิตและความสูญเสียที่หนักหน่วงไปก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะพวกเขาได้ และได้ทำการต่อสู้กับนักรบของชาวยิวมากกว่าสิบวัน และในแต่ละวันก็ต้องกลับสู่ที่มั่นของตนเองโดยไม่ได้รับผลใดๆ

       ในวันหนึ่ง คอลิฟะฮ์ที่หนึ่ง (อบูบักร) ได้รับคำสั่งให้นำทัพออกไปทำสงคราม เขาได้ถือธงสีขาวไปยังด้านหน้าของป้อมปราการและชาวมุสลิมก็เคลื่อนพลไปภายใต้การบัญชาการของเขา แต่เพียงระยะเวลาไม่นานนักเขาก็ได้ยกทัพกลับโดยปราศจากชัยชนะ และผู้บัญชาการและกองทัพต่างก็โยนความผิดให้แก่กันและกัน วันต่อมาการบัญชาการกองทัพได้ถูกมอบให้เป็นหน้าที่ของค่อลีฟะฮ์ที่สอง (อุมัร) เขาก็เช่นเดียวกับค่อลีฟะฮ์ที่หนึ่งที่ไม่สามารถจะทำอะไรศัตรูได้ และหลังจากยกทัพกลับมาจากสนามศึกก็ได้บรรยายถึงความองอาจและความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดาของนักรบชาวยิว จนทำให้บรรดาสาวกของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) รู้สึกหวาดกลัว [4]

       ในสถานการณ์ของสงครามที่ยืดเยื้อ จิตวิญญาณของชาวมุสลิมก็เลวร้ายลงทุกวัน ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้เรียกรวมบรรดาสาวกของท่านและกล่าวว่า :

لُاعطِینَّ الرّایةَ غَدا رَجُلاً یحِبُّ اللّهَ ورَسولَهُ، ویحِبُّهُ اللّهُ ورَسولُهُ، کرّارا غَیرَ فَرّارٍ، لا یرجِعُ حَتّى یفتَحَ اللّهُ عَلى یدَیهِ.

          "พรุ่งนี้ฉันจะมอบธงให้บุรุษผู้หนึ่งที่อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์รักเขา และเขาก็รักอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ โดยที่เขาจะบุกตะลุยโจมตีข้าศึกโดยไม่ถอยหนี เขาจะไม่กลับมาจนกว่าอัลลอฮ์จะทรงพิชิตด้วยมือของเขา” [5]

       เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ คลื่นแห่งความหวังและความปิติได้ปกคลุมในหมู่ชาวมุสลิม ทุกคนต่างเฝ้ารอดูว่าบุคคลผู้นี้คือใครกันที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้กล่าวถึงเขาด้วยคุณลักษณะเหล่านี้

       วันรุ่งขึ้นเราทุกคนต่างรอคอยการแนะนำตัวผู้ที่จะมาทำการพิชิตผู้นี้ ทันใดนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ก็ถามหาท่านอิมามอะลี (อ.) มีผู้กล่าวว่า “เขามีอาการเจ็บตา” ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ลูบมือไปบนดวงตาของท่านและได้วิงวอนขอพรต่ออัลลอฮ์ให้แก่ท่าน จากนั้นได้ออกคำสั่งให้ท่านออกสู่สงคราม พร้อมกับย้ำว่า ก่อนเริ่มสงครามให้ส่งตัวแทนกลุ่มหนึ่งไปยังบรรดาแกนนำของป้อมปราการและเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลาม หากพวกเขาปฏิเสธก็ให้แนะนำพวกเขาให้รับรู้ถึงหน้าที่ต่างๆ ของตนในรัฐอิสลาม ได้แก่การจ่ายภาษีอากรและการวางอาวุธ หากมิเช่นนั้นแล้วจะทำสงครามกับพวกเขา [6]

       ในวันนั้นท่านอมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี บินอบีฏอลิบ (อ.) โดยการช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้า ได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของตน จนกลายเป็นบ่อเกิดแห่งความพิศวงของทุกคน และไม่เพียงแต่สามารถพิชิตป้อมปราการนี้ได้เท่านั้น ทว่ายังเป็นสื่อนำไปสู่การพิชิตป้อมปราการอื่นๆ อีกด้วย

        อิมามฟัครุรรอซี ในหนังสือ “ตัฟซีรอัลกะบีร” ของท่าน ภายใต้โองการอัลกุรอานที่ว่า :

أَمْ حَسِبْتَ أَنَّ أَصْحَابَ الْكَهْفِ وَالرَّقِيمِ كَانُوا مِنْ آيَاتِنَا عَجَبًا

"เจ้าคิดไหมว่า ชาวถ้ำและแผ่นจารึกนั้นเป็นส่วนหนึ่งจากสัญญาณของเราที่มหัศจรรย์?"

(อัลกุรอานบทอัลกะฮ์ฟี โองการที่ 9)

       เขาได้เขียนว่า : ใครก็ตามที่มีความเข้าใจถึงสภาพต่างๆ ของสิ่งเร้นลับ (ฆ็อยบ์) มากกว่า เขาก็จะมีหัวใจที่เข้มแข็งมากกว่า มีสมาธิที่มั่นคงมากกว่า และมีอำนาจมากกว่า ด้วยเหตุนี้เองท่านอะลี บินอบีฏอลิบ (อ.) จึงกล่าวว่า :

والله ما قلعت باب خیبر بقوة جسدانیة ولکن بقوة ربانیة

“ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันไม่ได้ยกประตูค็อยบัรนี้ด้วยพละกำลังของร่างกาย แต่ทว่าฉันได้ยกมันด้วยพลังอำนาจแห่งพระผู้เป็นเจ้า” [7]

แหล่งที่มา :

[1] ตารีค ยะอ์กูบี, สำนักพิมพ์ ดารุซซอดิร, เบรุต, พิมพ์ครั้งที่ 1, เล่มที่ 2, หน้าที่ 56

[2] อัซซีเราะฮ์ อัลหะละบียะฮ์, สำนักพิมพ์ ดารุลกุตุบ อัลอิลมียะฮ์, เบรุต, พิมพ์ครั้งที่ 1, เล่มที่ 3, หน้าที่ 49

[3] กิตาบ อัลมะฆอซี, เล่มที่ 2, หน้าที่ 644 – 648

[4] ตารีค อัฏฏอบะรี, เล่มที่ 3, หน้าที่ 12

[5] ฟูศูลุลมัฮิมมะฮ์, อิบนุศ็อบบาฆ, หน้าที่ 21 ; ซะคออิรุลอุกบา, หน้าที่ 72 ; กิฟายะตุฏฏอลิบ, หน้าที่ 98 ; อุซุดุลฆอบะฮ์, เล่มที่ 4, หน้าที่ 28 ; อัซซีเราะฮ์ อัลหะละบียะฮ์, เล่มที่ 3, หน้าที่ 51

[6] บิฮารุ้ลอันวาร, อัลลามะฮ์มัจญ์ลิซี, เล่มที่ 2, หน้าที่ 29

[7] ตัฟซีรอัลกะบีร หรือ มะฟาตีหุลฆ็อยบ์, เล่มที่ 21, หน้าที่ 77

บทความโดย : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles