^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

facebook likebox joomla module

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 77 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7220310
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
1228
17035
29862
167787
7220310

24-10-2018 เวลา 05 : 18

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

หน้าแรก l Home islamicstudiesth.com

การดำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์

บทความ การดำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์

        ส่วนหนึ่งจากคุณงามความดีแห่งความเป็นมนุษย์และคุณค่าอันสูงส่งแบบอิสลามซึ่งจะเป็นบ่อเกิดของคุณงามความดีอื่น ๆ อีกทั้งจะก่อให้เกิดผลพวงที่สุกใสทางด้านจิตวิญญาณอย่างมากมายติดตามมา นั่นก็คือ คุณลักษณะของการธำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์ (หรือที่เรียกว่า “อิฟฟะฮ์”) ซึ่งสามารถนับได้ว่ามันคือหนึ่งจากบรรดารากฐานของจริยธรรม (อัคลาก) และเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่เป็นเหมือนกุญแจสำคัญที่จะช่วยขจัดคุณลักษณะที่ไม่ ดีงาม (ร่อซาอิล) อื่น ๆ ออกไปจากมนุษย์ และจะเป็นตัวขับเคลื่อนมนุษย์เราไปสู่พัฒนาการ ไปสู่ฐานันดร (ดะรอญะฮ์) และความสมบูรณ์ (กะมาลาต) อันสูงส่งทั้งหลาย

        ในคัมภีร์อัลกุรอานและในคำรายงาน (ริวายะฮ์) ต่าง ๆ ได้ให้การยกย่องสรรเสริญคุณลักษณะประการนี้ไว้อย่างมากมาย และในแนวทางการปฏิบัติหรือในจริยะวัตรของบรรดาผู้นำผู้บริสุทธิ์(อ.)เองก็ ประดับประดาไปด้วยคุณลักษณะประการนี้ ด้วยกับคำกล่าวนำนี้แล้ว เราจะขอนำเสนอเนื้อหาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ :

ความหมายของคำว่า “อิฟฟะฮ์” (การธำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์)

         คำ ว่า “อิฟฟะฮ์” ในรากเดิมในทางภาษานั้น หมายถึง การประคับประคองตน การดูแลตนเอง การควบคุมจิตใจของตนเอง และจุดที่ตรงข้าม ก็คือ การบูชาอารมณ์ใคร่และบูชากระเพาะ

         ท่าน : “รอฆิบ อัล-อิซฟะฮานี” ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-มุฟร่อดาต” ของตนว่า :

العفة حصول حالة للنفس تمتنع بها عن غلبة الشهوة

   "คำว่า “อิฟฟะฮ์” นั้นหมายถึง การปรากฏขึ้นของสภาพหนึ่งภายในจิตใจ ซึ่งสภาพดังกล่าวจะช่วยยับยั้งจากการครอบงำของอารมณ์ใคร่”[1]

         ในหนังสือพจนานุกรม"อัตตะห์กีก"ได้ กล่าวว่า : ความแตกต่างระหว่างคำว่า “อิฟฟะฮ์” และคำว่า “ตักวา” นั้นก็คือ “อิฟฟะฮ์” หมายถึงการรักษาจิตใจ (นัฟซ์) ให้สะอาดบริสุทธิ์จากอารมณ์ใคร่และตัณหาต่าง ๆ ส่วนคำว่า “ตักวา” หมายถึง การควบคุมจิตใจจากการกระทำความชั่วและความผิดบาปต่าง ๆ ดังนั้น คำว่า “อิฟฟะฮ์” คือ สภาพ(การควบคุม)ด้านใน ส่วนคำว่า “ตักวา” คือ สภาพการควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ ทางภายนอก [2]

         ท่าน “อัฏฏ่อรีฮี” ได้เขึยนไว้ในหนังสือ "มัจญ์มะอุลบะห์ร็อยน์" ว่า

العفافُ كَفُّ النفس عن المحرّمات، و عَنْ سؤال النّاس

“อะฟาฟ” นั้น หมายถึงการยับยั้งจิตใจ (นัฟซ์) จากสิ่งต้องห้ามทั้งหลาย และ(ในทำนองเดียวกัน คือ การยับยั้งตน) จาก (การยื่นมือ) ขอเพื่อนมนุษย์”[3]

       ในคำรายงาน (ริวายะฮ์) ทั้งหลายก็จะสื่อถึงความหมายนี้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เอง คำว่า “อิฟฟะฮ์” จึงถือว่าเป็นคำที่มีความหมายครอบคลุมโดยรวมคำหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะถูกใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการควบคุมตนเองในสองประเด็น คือ :

      1)-การควบคุมตนเอง และความพอเพียงในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวัตถุและทรัพย์สินเงินทอง และ 2)-การควบคุมอารมณ์ธรรมชาติ (ฆอรีซะฮ์) ทางด้านเพศสัมพันธ์ โดยที่ประการแรกนั้นจะเป็นสื่อในการพิทักษ์ปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติของคน เรา และ ประการที่สองนั้นก่อให้เกิดความละอายใจและความรักในเกียรติศักดิ์ศรีที่จะ เผยกายและจิตใจ และความเบี่ยงเบนต่าง ๆ ทางด้านเพศสัมพันธ์ แน่นอนยิ่งว่าทั้งสองประเด็นนี้ในสำนวนของคำรายงาน (ริวายะฮ์)ต่าง ๆ เรียกว่า “การรักษาตนให้อยู่ในความสะอาดบริสุทธิ์ทั้งทางด้านปากท้องและด้านเพศสัมพันธ์”

       ตัวอย่างเช่นท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ็อลฯ)ได้กล่าวว่า :

أَكْثَرُ مَا تَلِجُ بِهِ أُمَّتِى النَّارَ الْأَجْوَفَانِ الْبَطْنُ وَ الْفَرْجُ

     "ส่วนมากของสิ่งที่จะทำให้ประชาชาติของฉันเข้าสู่ไฟนรกนั้น คือสองสิ่งที่อยู่ด้านใน(ร่างกายของมนุษย์)อันได้แก่ : ท้อง(เรื่องของการกินและการดื่ม) และอวัยวะเพศ(การปล่อยกายปล่อยใจไปตามอารมณ์ใคร่)”[4]

       คำว่า “อิฟฟะฮ์” ในคำภีร์อัลกุรอานส่วนมากแล้วจะถูกใช้ในกรณี(ความหมาย)ทั้งสองนี้ ตัวอย่างเช่น ในที่หนึ่ง อัลลอฮฺ (ซบ.)ได้ทรงตรัสว่า :

 وَلْيَسْتَعْفِفِ الَّذِينَ لَا يَجِدُونَ نِكَاحاً حَتَّى‏ يُغْنِيَهُمُ اللَّهُ مِن فَضْلِهِ

“และ บรรดาผู้ที่ไม่พบ(ปัจจัยและโอกาสอำนวยต่าง ๆ ใน)การสมรสนั้น จงสงวนตัวให้สะอาดบริสุทธิ์(จากการละเมิดความผิดทางเพศ)จนกว่าอัลลอฮฺจะทรง ทำให้พวกเขาพอเพียง อันเกิดจากความโปรดปราณของพระองค์”[5]

       และในอีกที่หนึ่งพระองค์ทรงตรัสว่า :

لِلْفُقَرَاء الَّذِينَ أُحصِرُواْ فِي سَبِيلِ اللّهِ لاَ يَسْتَطِيعُونَ ضَرْبًا فِي الأَرْضِ يَحْسَبُهُمُ الْجَاهِلُ أَغْنِيَاء مِنَ التَّعَفُّفِ تَعْرِفُهُم بِسِيمَاهُمْ لاَ يَسْأَلُونَ النَّاسَ إِلْحَافًا

“(การบ ริจาค(อินฟาก)นั้น)เป็นสิทธิ์ของบรรดาผู้ยากจนที่ถูกจำกัดตัวเองในหนทางของ อัลลอฮฺที่ไม่สามารถท่องไปในหน้าแผ่นดินได้ ผู้โง่เขลานั้นคิดว่าพวกเขาเป็นคนร่ำรวย (ทั้ง ๆที่พวกเขายากจน แต่)เนื่องจากการรักษาตนอยู่บนความบริสุทธิ์ (ของพวกเขา) เจ้าจะรู้จักพวกเขาได้ด้วยเครื่องหมายของพวกเขา คือ พวกเขาจะไม่พิรี้พิไรขอ (ความช่วยเหลือ) จากมนุษย์”[6]

        เกี่ยวกับคุณงามความดีและความประเสริฐของมนุษย์ผู้ที่ระวังรักษาตนให้อยู่ใน ความสะอาดบริสุทธิ์(อัลอะฟีฟ)นั้น ถือเป็นความเพียงพอแล้ว ที่ท่านอะมีรุลมุอ์มุนีน (อ.)ได้กล่าวว่า :

مَا الْمُجَاهِدُ الشَّهِيدُ فِي سَبِيلِ اللَّهِ بِأَعْظَمَ أَجْراً مِمَّنْ قَدَرَ فَعَفَّ لَكَادَ الْعَفِيفُ أَنْ يَكُونَ مَلَكاً مِنَ الْمَلَائِكَةِ

"(รางวัลของ) ผู้ที่ต่อสู้ที่เป็นชะฮีดลงในหนทางของอัลลอฮฺนั้นไม่ยิ่งใหญ่ เท่ารางวัลของผู้ที่มีความสามารถดังนั้นเขาจึงได้ดำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์ แน่นอนยิ่งคนที่ดำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์ (อะฟีฟ) นั้นเกือบจะเป็นหนึ่งจาก ปวงมะลาอิกะฮ์ (ทูตสวรรค์)”[7]

บางตัวอย่างของการดำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์ของบรรดาอิมาม (อ.)

           1]เกี่ยวกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลฯ)นั้น พวกเขาได้กล่าวว่า : ท่าน เป็นผู้ที่ดำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์มากที่สุดในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ในทุก ๆ ด้านท่านจะท่านจะบริหารจัดการกิจการต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังตนเองอย่างน่าพิศวง ในสงครามอุฮุดนั้น ฟันหน้าของท่านได้หักหลายซี่ และใบหน้าของท่านได้ถูกทำให้แตกเป็นแผลโดยฝ่ายศัตรู บางคนขอให้ท่านสาปแช่งศัตรู ท่านศาสนทูต(ซ็อลฯ)ได้กล่าวด้วยความระมัดระวังตนในความบริสุทธิ์ว่า : “ฉัน ไม่ได้ถูกแต่งตั้งมาเพื่อด่าประณามผู้ใด แต่ฉันได้ถูกส่งมา ในฐานะเป็นผู้เชิญชวน และเป็นความเมตตาสำหรับมนุษยชาติ ต่อจากนั้น แทนการสาปแช่งท่านได้วิงวอนขอ (ดุอาอฺ) ช่นนี้ว่า :

اللهم اهد قومي فإنهم لا يعلمون

“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดนำทางกลุ่มชนของข้าพระองค์ด้วยเถิด เพราะแท้จริงพวกเขาไม่รู้”

       วันหนึ่ง ชาวมุสลิมจากมะดีนะฮ์กลุ่มหนึ่งได้มาพบท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ซ็อลฯ)และกล่าวกับท่านว่า : “ได้ โปรดให้การค้ำประกันสรวงสวรรค์จากพระผู้เป็นเจ้าแก่พวกเราด้วยเถิด” ท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) ภายหลังจากนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ท่านกล่าวว่า : “ฉันจะให้การค้ำประกันดังกล่าวแก่พวกท่าน แต่ด้วยกับเงื่อนไขข้อหนึ่ง” พวกเขาถามว่า : “เงื่อนไขที่ว่านั้น คืออะไร?” ท่านกล่าวว่า :

اَنْ لاتسْئلوا احدا شَیْئا

"พวกท่านจะต้องไม่ขอสิ่งใดจากผู้ใด”

        พวก เขาได้ให้คำมั่นสัญญาว่าในชีวิตพวกเขาจะไม่ร้องขอต่อผู้ใด ท่านศาสนฑูตนั้นแม้จะนั่งอยู่ในวงสำรับอาหารและถ้าหากมือเอื้อมไม่ถึงน้ำ ท่านก็จะไม่กล่าวกับผู้ใดว่า เอาน้ำให้ฉันหน่อย แต่ท่านจะลุกขึ้นและไปหยิบภาชนะน้ำด้วยตัวเองและดื่มมัน แน่นอนยิ่งว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลฯ) นั้นดำเนินชีวิตเช่นนี้ และท่านก็ได้สั่งเสียบรรดาสาวกของท่านให้ดำรงชีวิตเช่นนี้[8]

       2]ในกรณีที่เกี่ยวกับความรักในเกียรติศักดิ์ศรี ความรักนวลสงวนตัวและการธำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์ภายในครอบครัวของท่านศาสน ทูตแห่งอัลลอฮฺ(ซ็อลฯ)ก็เช่นเดียวกัน มีเรื่องเล่าอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่น ท่านหญิงอุมมุซะลามะฮ์-ภรรยาคนหนึ่งของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลฯ) ได้ เล่าว่า : ฉันได้อยู่กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลฯ) ภรรยาอีกคนหนึ่งของท่านซึ่งมีนามว่า“มัยมูนะฮ์”ก็อยู่ร่วมที่นั่นด้วย ในช่วงเวลานี้เองที่ อิบนุอุมมิ-มัคตูมซึ่งเป็นชายตาบอดได้มายังที่แห่งนั้น ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลฯ)ได้กล่าวกับพวกเราว่า : "พวกเธอจงแต่งกายคลุมฮิญาบให้เรียบร้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าอิบนุอุมมิ-มัคตูม” พวกเราได้ถามว่า : แต่เขาเป็นคนตาบอดไม่ใช่หรือ? ดังนั้นการแต่งกายคลุมฮิญาบของพวกเรา จะมีความหมายอะไร?”

      ท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) กล่าวว่า : "แล้วพวกเธอตาบอดด้วยอย่างนั้นหรือ? พวกเธอมองไม่เห็นเขากระนั้นหรือ?”[9]

      3]ในเรื่องราวของสงครามซึ่งเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. ที่ 36 เมื่อกองทัพของท่านอิมามอะลี (อ.)ได้รับชัยชนะเหนือฝ่ายศัตรู ท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้อยู่ในเฮาดัจญ์ (ที่นั่งบนหลังอูฐ) ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้เดินมาพบนาง พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า : “..... ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ บรรดาผู้ที่ปกป้องรักษาสตรีของตนเองให้อยู่เบื้องหลังม่านปกปิดแห่งความ บริสุทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขากลับนำพาท่านออกมาจากบ้าน พวกเขาได้ปฏิบัติต่อท่านอย่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย” ต่อจากนั้นท่านอิมามอะลี (อ.) ไม่ปล่อยให้ชายแปลกหน้าคนใดเดินมาข้างหน้า แต่ ท่านได้ออกคำสั่งแก่มุฮัมมัด บินอบีบักร-น้องชายของท่านหญิงอาอิชะฮ์-ให้นำตัวนางออกมาจากเฮาดัจญ์ (ที่นัง บนหลังอูฐ) แล้วนำพานางไปพักอาศัยอยู่ในบ้านของซ่อฟียะฮ์ บุตรสาวของฮาริษ[10]

      แล้วต่อจากนั้นท่านได้ส่งนางกลับสู่นครมะดีนะฮ์ด้วยการรักษาเกียรติศักดิ์ศรีและความบริสุทธิ์ให้นางอย่างสมบูรณ์

      4]สานุสิทธิ์คนหนึ่งของท่านอิมามบากิร (อ.) ซึ่งมีนามว่าอบูบะซีรได้กล่าวว่า ในเมืองกูฟะฮ์ฉันได้สอนการอ่านโองการต่าง ๆ ของคัมภีร์อัลกุรอานให้แก่สตรีคนหนึ่ง ในวันหนึ่งฉันได้พูดจาหยอกล้อนางในเรื่องหนึ่ง(ซึ่งขัดต่อความรักนวลสงวนตัว ของนาง) ภายหลังจากเหตุการณ์นี้ได้ผ่านไปอย่างเนิ่นนาน ในนครมะดีนะฮ์ฉันได้ไปพบท่านอิมามบากิร (อ.) ท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวกับฉันว่า : “คน ที่ทำบาปในที่ลับตาคนนั้น พระผู้เป็นเจ้าจะละสายตาแห่งความเมตตาของพระองค์ไปจากเขา เจ้าได้พูดเช่นนี้กับสตรีผู้นั้นไปได้อย่างไร?” ฉันรู้สึกอับอายและเกิดความละอายใจอย่างรุนแรง และได้สำนึกผิดพร้อมกับทำการสารภาพผิด(เตาบะฮ์)ต่อพระผู้เป็นเจ้า ท่านอิมามบากิร(อ.)ได้กล่าวต่อว่า : "เจ้าจงระวังตนอย่าได้ทำเช่นนี้อีก (และอย่าได้พูดจาเย้าหยอกต่อสตรีคนใดอีก)[11]

      5]ท่านอิมามซอดิก (อ.) มีสหายรักคนหนึ่งซึ่งมักจะอยู่ด้วยกันอยู่เสมอ วันหนึ่งสหายคนนี้ได้ปฏิบัติต่อคนใช้(ผู้ชาย)ของตนอย่างรุนแรง และได้ทำลายเกียรติแห่งความบริสุทธิ์ของเขาด้วยคำพูดที่หยาบคายอย่างยิ่ง โดยเขากล่าวว่า : “โอ้ ลูกซินา (ลูกที่เกิดจากการละเมิดประเวณีของแม่) เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา?” เมื่อท่านอิมามได้ยินคำพูดที่ขัดต่อความดีงาม (อิฟฟะฮ์) ของเขา,ท่านไม่พอใจอย่างมาก ถึงกับยกมือของตนเองขึ้นและตบไปที่หน้าผากของตัวเองอย่างแรง พร้อมกับกล่าวว่า : “ซุบ ฮานัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺ) เจ้ากำลังกล่าวหาว่ามารดาของคนรับใช้ผู้นี้เป็นหญิงชั่วกระนั้นหรือ? ฉันเคยคิดว่าเจ้าเป็นคนมีตักวา (ความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า) แต่บัดนี้ฉันได้เห็นแล้วว่า เจ้าไม่ใช่คนมีตักวา”

      สหายของท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้าขอพลีเพื่อท่าน! แม่ ของเด็กหนุ่มคนนี้เป็นชาวซินด์ (เมืองหนึ่งในประเทศอินเดีย)และเป็นผู้เคารพ บูชารูปเจว็ด(ฉะนั้นการพูดจาด่าประณามแบบนี้ต่อเขาคงไม่เป็นอะไร) ท่านอิมามซอดิก (อ.)ได้กล่าวว่า : "เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่า แต่ละประชาชาตินั้นในระหว่างพวกเขาจะมีข้อบัญญัติเกี่ยวกับการสมรสอยู่? เจ้าจงออกไปให้ไกลจากฉัน!"

      จากนั้นเป็นต้นมา ระหว่างเพื่อนคนนั้นและอิมามซอดิก (อ.) ก็ได้แยกทางกัน และการแยกทางกันครั้งนี้ได้ดำเนินไปจวบจนกระทั่งบั้นปลายชีวิต[12]

      เรื่องราวดังกล่าวนี้ก็เช่นเดียวกัน ได้เรียกร้องพวกเราไปสู่การรักษาความบริสุทธิ์และความระมัดระวังตน(อิฟฟะฮ์) ในคำพูดและการควบคุมตนเองจากการพูดจาที่หยาบคายและไม่สุภาพ ​​และ เป็นสื่อที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับการรักษาศีลธรรมและความบริสุทธิ์ ของสังคมนั้น แม้กระทั่งกับคนต่างเชื้อชาติและต่างศาสนาก็ถือว่ามีความจำเป็นและมีความ สำคัญอย่างมาก จำเป็นที่เราจะต้องรู้จักขอบเขตและพยายามระวังรักษามันให้ดีที่สุด

เชิงอรรถ

[1] อัล-มุฟร่อดาต , หน้าที่ 339.

[2] อัตตะห์กีก ฟี กะลิมาติล-กุรอาน , ฮะซัน มุสฏอฟะวี , คำว่า “อิฟฟะฮ์”

[3] มัจญ์มะอุลบะห์ร็อยน์ , คำว่า “อิฟฟะฮ์”

[4] อุซูลุลกาฟี , เล่มที่ 2 , หน้าที่ 79. ,บิฮารุลอันวาร , เล่มที่ 77 , หน้าที่ 390.

[5] อัลกุรอานบทอันนูร โองการที่ 33.

[6] อัลกุรอานบทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 273.

[7] นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ , ฮิกมะฮ์ที่ 474.

[8] ฟุรูอุลกาฟี , เล่มที่ 4 , หน้าที่ 21,

[9] บิฮารุลอันวาร , เล่มที่ 104 , หน้าที่ 37.

[10] ตะติมมะตุลมุนตะฮา , หน้าที่ 12.

[11] บิฮารุลอันวาร , เล่มที่ 46 , หน้าที่ 247.

[12] วะซาอิลุชชีอะฮ์ เล่มที่ 11 , หน้าที่ 331

บทความโดย : ศูนย์สารสนเทศอิสลาม สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles