^ Back to Top

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

facebook likebox joomla module

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 15 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

10112770
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
2437
2906
19919
100275
10112770

26-02-2021 เวลา 18 : 37

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

หน้าแรก l Home islamicstudiesth.com

การมองโลกในแง่ดี

  1. การไว้วางใจและความสงบในใจ

     ในชีวิตที่ไม่แน่นอนนั้น มนุษย์ต้องการความมั่นคงมากกว่าสิ่งใดๆ ผู้ที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายโดยไม่มีอาวุธคือความมั่นคงนั้น ย่อมจะต้องประสบความล้มเหลวและความพ่ายแพ้ อันที่จริงนั้นเมื่อความรับผิดชอบของคนเราเพิ่มขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องมีความมั่นคงและแน่นอนก็เพิ่มขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องเรียนรู้ถึงวิธีการหลีกเหลี่ยงความวิตกกังวล และวิธีแสวงหาความมั่นคงและแน่นอนมาใส่ตน

      การดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติ อำนาจ ชื่อเสียง และผลกำไรด้านวัตถุอื่นๆ นั้นเป็นเพียงสิ่งเท็จสิ่งปลอม ความพยายามที่ใช้ไปในหนทางนี้จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เนื่องจากความสุขของมนุษย์นั้นอยู่ในดวงจิตของเราเอง เมื่อธารแห่งความทุกข์ฝังลึกอยู่ในหัวใจของเขา ผู้นำแห่งความศรัทธากล่าวว่า “ยารักษานั้นอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์เอง ดังนั้นเราจึงไม่สามารถพบสิ่งที่มีประสิทธิภาพจากอิทธิพลภายนอกได้เหมือนกับสิ่งที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์เอง เพราะเหตุว่าอิทธิพลภายนอกนั้นเป็นสิ่งชั่วคราว จึงเป็นไปไม่ได้ที่มันจะนำมนุษย์ไปสู่ความพึงพอใจอย่างสมบูรณ์ได้”

      อพิคเตตัส ได้กล่าวว่า “เราต้องบอกให้มนุษย์รู้ว่า เขาไม่สามารถพบความสุขและความโชคดีอยู่ในที่ที่เขาแสวงหาเพื่อตัวเองอย่างตามบุญตามกรรมได้ ความสุขที่แท้จริงนั้นมิได้อยู่ในอำนาจและความสามารถ ทั้งมิราดและอกลูอิส ต่างก็เป็นคนที่มีความทุกข์ ทั้งๆ ที่มีอำนาจอยู่อย่างมากมาย ในทำนองเดียวกัน ความสุขก็มิได้อยู่ที่ความร่ำรวยและเงินทองจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น โครอีสัสไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่เขาร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติมหาศาล เราจะหาความสุขจากอำนาจการปกครองหรืออำนาจทางการเมืองก็ไม่ได้อีกเช่นกัน กษัตริย์โรมันต่างก็ไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่มีอำนาจมากมายใหญ่หลวง

     ที่จริงแล้วเรามิอาจหาความสุขได้ด้วยการมีสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดเสียด้วยซ้ำไป ใครๆ ก็รู้ดีว่า นีโร แซนด์เนปาลและอฆัมนินนั้นต้องร้องไห้อยู่เรื่อยไป เพราะพวกเขาเป็นเหมือนของเล่นที่อยู่ในมือของความโชคร้าย แต่กระนั้นคนเหล่านี้ก็มีทั้งความร่ำรวย อำนาจและชื่อเสียง เพราะฉะนั้นมนุษย์ต้องแสวงหาความสุขที่แท้จริงจากจิตวิญญาณและจิตสำนึกของเขาเอง

      เราต้องยอมรับว่าในธรรมชาตินั้นมีปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้อีกมากมาย และการที่มีเครื่องจักรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นไม่เป็นการเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตไร้กังวลได้ เครื่องจักรกลเหล่านี้มิใช่แต่เพียงไม่สามารถลดจำนวนความทุกข์ในโลกลงได้เท่านั้น แต่ยังนำเอาปัญหาและความไม่แน่นอนใหม่ๆ มาให้มนุษย์อีกมากมายด้วย

      เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะปลดปล่อยตัวเราเองให้พ้นจากความทุกข์ของชีวิตซึ่งมีอยู่ตลอดไป และเพื่อให้พ้นจากเมฆหมอกอันดำมืดซึ่งทำให้จิตวิญญาณของเรามืดมนไป เราจึงจำต้องมีความนึกคิดที่ได้รับการนำทางอย่างถูกต้องเสียโดยเร็ว ความนึกคิดนั้นสามารถหาความสุขมาให้มนุษย์ได้ ในทำนองเดียวกันกับสิ่งที่สามารถนำเอาความก้าวหน้าหลายๆ อย่างในชีวิตทางด้านวัตถุมาให้ ตรงนี้เองที่พลังแห่งความคิดจะปรากฏออกมาอย่างชัดเจน และสำแดงอิทธิพลอันน่าพิศวงที่มีต่อชีวิตมนุษย์ออกมาให้เห็น

      การมีความนึกคิดที่โปร่งใสนั้นเปรียบได้ดังกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ซึ่งพัดพาให้มนุษย์ไปสู่ระดับที่ดีเลิศได้มากกว่า ซึ่งผลกำไรทางวัตถุจะทำได้ด้วยการนำเขาไปสู่โลกใหม่ที่กว้างขวาง การคิดที่ถูกต้องเที่ยงธรรมจะป้องกันคนที่เฉลียวฉลาดไม่ให้กลายเป็นของเล่นในมือของคนร่ำรวยได้ ผู้ที่มีความสามารถในการคิดและทำความคิดของเราให้เจริญเติบโตจนกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตความเป็นอยู่ของตน ด้วยการให้ทัศนะที่กว้างไกล

      เพื่อที่จะคุ้มครองตัวเราไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ต่างๆ และเพื่อที่จะป้องกันตัวเราจากการละเลยไม่สนใจ รวมทั้งการมองเห็นสิ่งใดจนเกินจริง เราก็ต้องสร้างตาชั่งแห่งความคิดขึ้นให้กับตัวเรา สำหรับใช้พิจารณาพฤติกรรมและความประพฤติของเรา ซึ่งจะนำทางเราให้อยู่ในแนวความคิดที่ถูกต้อง จะทำให้เรามีพลังจิตสามารถเอาชนะความวิตกกังวลได้

      นักวิชาการชั้นนำชาวตะวันตกคนหนึ่งกล่าวว่า “บางที่เราไม่อาจสามารถเลือกบุคคลที่มีความประพฤติและวิธีคิดเหมือนกับเราได้ แต่เราก็มีอิสระที่จะเลือกความคิดของเราเอง เราเป็นผู้พิพากษาความนึกคิดของเราเอง เราอาจเลือกเอาสิ่งที่เราถือว่าเหมาะสม สาเหตุและอิทธิพลจากภายนอกนั้นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเรา นอกจากเราจะยอมให้มันมาควบคุมและบีบบังคับให้เราคิดไปในทางนั้นๆ ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกแนวความคิดที่ถูกต้องและตัดแนวทางที่ไม่ดีออกไปเสีย จิตวิญญาณของเราก็จะถูกนำไปยังแนวความคิดของเรา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความคิดของเราย่อมนำเราไปในลักษณะใดๆ ที่มันต้องการ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเรายึดถือความคิดอันชั่วร้ายใดๆ ไว้ หรือยอมให้สิ่งที่เราไม่พอใจมาครอบครองความนึกคิดของเราไว้ เพราะความคิดเช่นนั้นจะจับเราไว้  และทำให้เรากลายเป็นเหยื่อของความทุกข์นานาประการ เราต้องดิ้นรนต่อสู้ต่อไปให้ถึงความสมบูรณ์ ความหวังอันดีงามที่สุด และจุดหมายอันมีเกรียติที่สุด เนื่องจากความลับแห่งความสำเร็จและความสุขนั้นมีอยู่ในความคิดอันเที่ยงธรรมเท่านั้น”

  1. ผลของการมองโลกในแง่ดี

       ในทำนองเดียวกับที่ระบบร่างกายถูกโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มารบกวน ความสอดคล้องกลมกลืนแห่งความคิดที่มีอยู่ในความนึกคิดของคนๆ หนึ่ง ก็ถูกรบกวนโดยปัจจัยต่างๆ และโดยสันดานอันชั่วร้าย ทั้งๆ ที่ความนึกคิดนั้นก็มีอำนาจ แต่ก็ไม่อาจเป็นอิสระจากการประพฤติของคนๆ นั้นได้ เพราะฉะนั้นมนุษย์จะรู้สึกเป็นสุขได้ก็เพียงเมื่อเขามีพฤติกรรมที่ดีและสอดคล้องกับความคิด และความประพฤติที่กระตือรือร้นของเขา จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องกำจัดรากเหง้าแห่งสันดานที่จะทำให้ความสุขสบายของเขาต้องแปดเปื้อนออกไปเสีย

       ปัจจัยสองอย่างซึ่งช่วยให้เกิดความคิดที่กลมกลืน ก็คือการมองโลกในแง่ดีกับทัศนะที่ดีต่อชีวิตและสิ่งอื่นๆ การมองโลกในแง่ดีและการมุ่งหมายที่ดีต่อคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ก็คือเครื่องประกันถึงความสุขสำราญของผู้ที่อยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์ สิ่งที่ตรงข้ามกับการมองโลกในแง่ดีก็คือการมองโลกในแง่ร้าย และการคิดในทางร้ายต่อผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการคิดอย่างเที่ยงธรรมหยุดชะงักไป และความสามารถที่จะเคลื่อนไปสู่ความสมบูรณ์พร้อมก็จะลดลงไป

       เราอาจกล่าวถึงการมองโลกในแง่ดีให้ดีที่สุดได้ว่า เป็นเสมือนแสงสว่างในความมืด ซึ่งจะขยายกว้างขึ้นในขณะที่อาณาเขตแห่งความคิดกลับขยายออก ด้วยการมองโลกในแง่ดีนี้ ความรักในความเมตตาปรานีจะเกิดขึ้นในตัวมนุษย์ จึงทำให้เกิดการพัฒนาใหม่ๆ ขึ้นในทัศนะเกี่ยวกับชีวิตของผู้นั้น ทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นสีสันที่สุดสวยยิ่งขึ้นในชีวิตได้ ดังนั้นจึงทำให้เขามีความสามารถที่จะสังเกตดูผู้คนทั้งหลายในทัศนะใหม่ มีพลังที่จะตัดสินคนแต่ละคนได้อย่างเท่าเทียมกันและอย่างยุติธรรม ความทุกข์ทรมานของคนที่มองโลกในแง่ดีจะหายไป และความหวังของเขาจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่เขาสามารถรักษาความสัมพันธ์ทางกายและใจกับส่วนประกอบต่างๆ ในสังคมไว้ได้อย่างดีที่สุด

      ไม่มีปัจจัยใดที่จะสามารถลดจำนวนปัญหาในชีวิตของมนุษย์ลงได้เหมือนกับการมองโลกในแง่ดี เราจะเห็นร่องรอยแห่งความสุขบนใบหน้าของผู้มองโลกในแง่ดีได้อย่างชัดเจนกว่า มิใช่แต่เพียงในขณะที่เขามีความพึงพอใจเท่านั้น แต่ตลอดชีวิตของเขาทั้งในสถานการณ์ที่ดีและเลว รัศมีแห่งความสุขจะเปล่งออกมาจากจิตวิญญาณ อันเป็นสุขของผู้ที่มองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา

      เรามีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการไว้วางใจจากผู้อื่น และการที่จะทำให้เกิดความไว้วางใจกันระหว่างบุคคลต่างๆ จำเป็นที่จะต้องให้การมองโลกในแง่ดีกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา นี่คือเรื่องที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อความสุขของส่วนบุคคลและสังคม การไว้วางใจกันในระหว่างสมาชิกของสังคมใดๆ นั้น ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญของความเจริญก้าวหน้าของสังคมนั้น เรื่องตรงกันข้ามก็เป็นความจริงเช่นเดียวกัน คือความไม่ไว้ใจกัน ย่อมเป็นปัจจัยที่ก่อความพินาศล่มจมในอนาคตของสังคมได้ การสื่อสารระหว่างส่วนประกอบต่างๆ ในสังคมเป็นไปอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเพียงใด การพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของสังคมนั้นก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้นเพียงนั้น ผลสำคัญทางด้านสังคมของการมองโลกในแง่ดี ก็คือความสอดคล้องกลมกลืนกัน ความร่วมมือกันและการไว้วางใจกัน ยิ่งกว่านั้นความสงบสุขในเรื่องชีวิตทางสังคมจะมีได้ก็ต่อเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของชีวิตนั้นเป็นไปด้วยความรักใคร่ปรองดองกัน มีการไว้วางใจและความคาดหมายที่ดีต่อกัน

      นักวิชาการผู้หนึ่งในด้านนี้ได้กล่าวว่า “การคาดหมายที่ดีนั้นเป็นลักษณะของความเชื่อ ไม่มีสิ่งใดจะสัมฤทธิ์ผลได้หากไม่มีความเชื่อมั่นและความหวัง”

      เมื่อการไว้วางใจในผู้อื่นเพิ่มขึ้น การไว้วางใจในตัวเองก็ย่อมจะเพิ่มขึ้นด้วย นี่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นในสังคมทุกแห่งโดยไม่มีข้อยกเว้น ในเรื่องนี้เราไม่ควรมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า มีความแตกต่างอย่างมากอยู่ระหว่างการมองโลกในแง่ดีกับการไว้วางใจผู้อื่น กับความเชื่อใครอย่างรวดเร็ว และไม่มีเหตุผล การไว้วางใจนั้นไม่ได้หมายความว่ามุสลิมควรจะยอมตนแก่ผู้ที่เขาไม่รู้จักโดยสิ้นเชิง หรือเชื่อฟังโดยมิได้สอบสวนหาความเป็นจริง และตรวจตราสิ่งที่ผู้นั้นพูดให้ดีเสียก่อน ในทำนองเดียวกันเราไม่อาจจะถือว่าผู้ที่กระทำความผิด และความอยุติธรรมโดยเปิดเผยนั้นควรที่เราจะไว้ใจได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การไว้วางใจย่อมมีข้อยกเว้นไม่รวมเอาสมาชิกของสังคมเข้าไว้ด้วยในสภาพบางอย่าง อันที่จริงนั้นบุคคลที่มีการไว้วางใจ ย่อมต้องทำการตรวจสอบและศึกษาทุกๆ อย่างเสียก่อน ก่อนที่จะสรุปอะไรลงไป เพราะฉะนั้นการกระทำของเขาจึงขึ้นอยู่กับความระมัดระวังและการสอบสวนตรวจตราให้รอบคอบ

  1. อิสลามเรียกร้องให้มีการมองโลกในแง่ดีและมีการไว้วางใจกัน

       อิสลามได้สร้างรากฐานไว้แก่บรรดาผู้ศรัทธา ด้วยการทำให้หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยศรัทธา ด้วยประการนี้ศาสนาของเราจึงนำผู้ที่นับถือศาสนาไปสู่ความสุขสบายและความมั่นคง คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวว่า “ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) มีความเชื่อใจคนอื่นมาก จนกระทั่งพวกตีสองหน้า (หน้าไหว้หลังหลอก) พากันวิพากษ์วิจารณ์ท่าน”

       อิสลามสั่งให้มุสลิมไว้วางใจกันและกัน และให้คิดเอาว่าผู้อื่นมีเจตนาดี เพราะฉะนั้นอิสลามจึงไม่อนุญาตให้ผู้ใดถือว่าการกระทำของมุสลิมเป็นไปในทางชั่วร้ายเลวทราม โดยไม่มีหลักฐานพยานเหมาะสมต่อการคิดเช่นนั้น ผู้นำแห่งมวลผู้ศรัทธา กล่าวว่า “จงคาดหมายสิ่งที่ดีจากพี่น้องของท่าน นอกจากว่าจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ท่านคิดไปเป็นอย่างอื่น และจงอย่าคิดว่าถ้อยคำของเขาเลวทรามในเมื่อยังมีทางที่มันจะเป็นถ้อยคำที่ดีได้” (ญามิอัสสะอาดาต เล่ม 2 หน้า 28)

      เมื่อเราไว้วางใจซึ่งกันและกัน ก็ย่อมเพิ่มความรักที่มีต่อกันและกันให้มากขึ้น และนำเอาความกลมเกลียวกันมาสู่ชีวิตของเรา บรรดาท่านผู้นำของมุสลิมได้แสดงให้เห็นความสำคัญของการไว้ใจกันไว้หลายประการด้วยกัน ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า “เขาผู้ที่ไว้วางใจผู้อื่น ย่อมได้รับความรักจากผู้นั้น” (ฆุรอร อัล ฮิกัม)

       ดร.มัรดิน ได้กล่าวว่า “เมื่อคุณสร้างมิตรภาพขึ้นกับผู้ใด จงพยายามมองแต่ส่วนดีของเขา แล้วก็พยายามสะสมลักษณะดีๆ ที่คุณพบเห็นในตัวเขาไว้ในความนึกคิดของคุณ ถ้าคุณสามารถจำคำแนะนำนี้ไว้ในใจได้ คุณก็จะมีชีวิตที่ดีและน่าพอใจ และจะพบว่าทุกคนต่างก็เอาด้านดีและด้านที่มีความเมตตาของเขามาแสดงให้คุณเห็น และพยายามเอาชนะใจของคุณให้เป็นมิตรกับเขา” (พิโรซี ฟีกร์ ภาษาเปอร์เซีย)

       เป็นไปได้ว่า การมองโลกในแง่ดีและการไว้วางใจ ย่อมมีผลต่อความคิดและการกระทำของผู้ที่ถูกชักจูงไปในทางที่ผิด สรุปได้ว่า การไว้วางใจและการมองโลกในทางที่ดีนั้นก่อให้เกิดรากฐานสำหรับการพ้นทุกข์ของบุคคลเช่นนั้น ครั้งหนึ่งท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวว่า “การไว้วางใจ ย่อมช่วยชีวิตเขา ผู้หมกมุ่นอยู่ในความบาป”

       ดร.เดล คาร์เนกี ได้กล่าวว่า : เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้พบผู้จัดการสัมปทานภัตตาคารผู้หนึ่ง กลุ่มภัตตาคารกลุ่มนี้มีชื่อว่า “งานที่ทรงเกียรติ” ในภัตตาคารเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1885 พนักงานไม่เคยส่งใบเก็บเงินแก่ลูกค้าเลย แต่ลูกค้าจะสั่งสิ่งที่เขาต้องการรับประทาน พอรับประทานเสร็จเขาก็จะคำนวณเงินและเอาไปจ่ายให้คนเก็บเงินโดยไม่มีปัญหาใดๆ เลย

       ผมกล่าวกับผู้จัดการคนนั้นว่า “คุณคงมีผู้ตรวจตราอยู่ลับๆ ซินะ คุณจะไว้วางใจลูกค้าทุกคนไม่ได้หรอก” เขาก็ตอบว่า “เปล่าเลย! เราไม่ได้คอยดูลูกค้าของเราอยู่ลับๆ หรอกครับ แต่เราก็ยังรู้ว่าวิธีของเรานั้นเหมาะสมดี มิฉะนั้นแล้วเราคงไม่เจริญก้าวหน้าได้ ในระหว่างห้าสิบปีหลังนี้ ลูกค้าของภัตตาคารนี้รู้สึกว่า เขาได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ ทฤษฎีนี้มาจากความคิดที่ว่า ทั้งคนจนคนรวย หัวขโมยและขอทาน ต่างก็ล้วนพยายามกระทำดีในเมื่อมีผู้คาดหมายว่าเขาจะต้องทำดี”

       ดร.หลุยส์ นักจิตวิทยาสังคมผู้หนึ่งกล่าวว่า “ถ้าท่านคบกับคนที่มีนิสัยไม่ดี จิตใจไม่มั่นคง และท่านกำลังพยายามนำเขาไปสู่ความดีและความมั่นคง ก็จงพยายามทำให้เขารู้สึกว่าท่านไว้วางใจเขา จงปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับคนที่มีเกียรติและน่านับถือ ท่านก็จะพบว่าเขาจะพยายามรักษาการไว้วางใจที่คุณมีต่อเขาไว้ เป็นผลให้เขาพยายามทำตัวให้สมกับการไว้วางใจของคุณ เพื่อพิสูจน์ว่าเขามีค่าเช่นกัน” (จากหนังสือ วิธีการเอาชนะใจเพื่อน)

       ดร.กิลเบิต โรเบน เขียนไว้ว่า “จงไว้วางใจเด็กๆ เถิด ผมหมายความว่า จงปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนกับว่าเขาไม่เคยทำอะไรผิดเลย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จงลบอดีตของเขาเสีย และให้อภัยการกระทำผิดของเขา จงพยายามมอบหมายหน้าที่สำคัญๆ ให้แก่คนที่ประพฤติตัวไม่ดี คนเหล่านั้นก็จะมีความประพฤติที่ดีขึ้นพร้อมกับงานใหม่ๆ ทุกอย่างที่ท่านมอบให้เขาทำ ท่านจะเห็นว่าเขามีลักษณะที่ดีขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับงานที่ท่านมอบให้ การกำจัดอุปสรรคที่มีอยู่ในการแก้ไขผู้หนึ่งให้ดีขึ้นนั้น อาจทำได้ด้วยการกระทำดีและไว้วางใจผู้นั้น จากนี้เราอาจกล่าวได้ว่าการกระทำที่ไม่พึงปรารถนาส่วนมากนั้น เป็นเพียงปฏิกิริยาที่มีมาเพื่อจะเติมช่องว่างในชีวิตของส่วนบุคคลให้เต็มเท่านั้น”

       เซอร์ยาลบินท์ มักจะแนะนำให้ไว้วางใจที่จะมอบเงินให้เด็กๆ ที่มีนิสัยขี้ขโมย และให้งานที่เหมาะสมกับความสามารถของคนที่เกียจคร้านทำ

       การไว้วางใจทำให้คนเรามีความสบายใจ อิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวว่า “การไว้วางใจคือการปลอบโยนจิตใจและทำให้ความศรัทธามั่นคงขึ้น” (ฆุรอร อัลฮิกัม หน้า 376)

       การไว้วางใจยังช่วยลดความกดดันที่เกิดขึ้นจากความทุกข์ยากและความโชคร้ายในชีวิต ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวว่า “การไว้วางใจ จะช่วยลดความตกต่ำ”

      ดร.มัรดิน กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ชีวิตดูงดงามในสายตาของเรา หรือลดความทุกข์ของเราให้น้อยลง และปูทางสู่ความสำเร็จได้ดีเหมือนการมองโลกในแง่ดีและการไว้วางใจ เพราะฉะนั้นจงระมัดระวังความคิดที่เป็นภัยเช่นเดียวกับที่ท่านระวังโรคร้าย และผลอันเต็มไปด้วยอันตรายของมัน จงเปิดใจให้แก่ความคิดในทางที่ดี แล้วท่านจะเห็นว่าท่านสามารถช่วยตัวเองจากความคิดร้ายที่มีอยู่ได้ง่ายเพียงใด” (พิโรซี ฟิกร์)

       เป็นความจำเป็นที่มุสลิมจะต้องปฏิบัติต่อกันในวิธีที่จะไม่ทำให้เกิดความประสงค์ร้ายขึ้นในสังคมของเรา ในเรื่องนี้ท่านอิมามอะลี (อ.) แนะนำให้มุสลิมคิดในทางที่ดีในเรื่องของกันและกัน และมิให้กระทำในแบบที่จะทำให้ผู้อื่นไม่ไว้วางใจเรา ท่านยังได้แนะนำด้วยว่า เราควรจะหลีกเลี่ยงจากความระแวงสงสัยกัน ท่านได้กล่าวว่า “เขาผู้ซึ่งมีความหวังในตัวท่าน ได้ให้การไว้วางใจของเขาแก่ท่าน เพราะฉะนั้นจงอย่าทำให้เขาผิดหวังเลย” (ฆุรอร อัล ฮิกัม หน้า 680)

      ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวถึงสิ่งที่คนเราจะใช้ตัดสินการให้เหตุผลแก่การคิดถึงผู้อื่นไว้ดังนี้ “ความคาดหวังของคนเรา คือตราชั่งสำหรับเหตุผลของเขา และความประพฤติของเขาคือประจักษ์พยานที่ซื่อสัตย์ที่สุด ในเรื่องความจริงแท้ของเขา” (ฆุรอร อัล ฮิกัม หน้า 474)

       เนื่องจากคนที่มีความคาดหมายในทางที่ไม่ดีต่อผู้อื่นนั้น ขาดความสามารถที่จะหาเหตุผลได้ตามหลักตรรกวิทยา ท่านอิมามอะลี (อ.) จึงถือว่าการไม่คิดไปในทางร้ายของมุสลิม คือสัญญาณแห่งพลังทางจิตวิญญาณของเขา ท่านได้กล่าวว่า “ผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมคิดในทางร้ายต่อพี่น้องของเขา ย่อมเป็นผู้มีเหตุผลที่ดี และหัวใจของเขาจะสงบสุข” (ฆุรอร อัล ฮิกัม หน้า 676)

      ซามูเอล สไมลส์ กล่าวว่า “ได้มีการพิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่มีนิสัยและจิตใจที่เข้มแข็ง ย่อมมีความสุขและมีความหวังในชีวิต เขามองดูทุกคนและทุกสิ่งด้วยการไว้วางใจและสบายใจ คนที่ฉลาดย่อมมองเห็นอาทิตย์อันแจ่มใส อยู่เหนือเมฆทุกก้อนไป และย่อมรู้ว่าเบื้องหลังความทุกข์ทรมานอย่างนั้น ย่อมมีความสุขที่เขาใฝ่ฝันถึงอยู่ คนเหล่านี้ย่อมได้พบพลังใหม่ทุกครั้ง เมื่อเขาได้รับความเดือดร้อนด้วยปัญหาใหม่ๆ และพบความหวังอยู่ในความเศร้าโศกหมดหวังทุกครั้งไป ผู้ที่มีนิสัยเช่นนี้ย่อมมีความสุขที่แท้จริง และนับว่าเป็นคนโชคดี แสงแห่งความสุขจะเจิดจ้าอยู่ในดวงตาของเขา และเราจะเห็นว่าเขายิ้มแย้มอยู่เสมอ หัวใจของคนชนิดนี้จะส่องประกายแวววาวเหมือนดวงดาว และเขาจะมองดูทุกๆ สิ่ง ด้วยดวงตาที่มีความเข้าใจ ด้วยสีสันที่มีความปรารถนา”

      ท่านอิมามซอดิก (อ.) ถือว่าการคาดหมายในสิ่งที่ดีนั้น เป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่มุสลิมพึงมีต่อกัน “ในบรรดาสิทธิที่ผู้ศรัทธาผู้หนึ่งมีต่อผู้ศรัทธาอีกผู้หนึ่ง นั่นก็คือการไม่ระแวงสงสัยเขา” (อุซุล อัล กาฟี เล่ม 1 หน้า 394)

     อันที่จริงนั้น สิ่งที่สามารถทำให้คนเรามองโลกในแง่ดีและมีการไว้วางใจได้มากที่สุด ก็คือความศรัทธานั่นเอง หากว่าประชาชาติทั้งมวลจะเป็นชนชาติเดียวกับผู้ที่มีความศรัทธาในอัลลอฮ์ ในศาสดาของพระองค์ และในวันพิพากษาครั้งสุดท้ายแล้วไซร้ ก็จะเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนจะไว้วางใจซึ่งกันและกัน การขาดความศรัทธาในหมู่ผู้คนก็คือสาเหตุที่ทำให้มีโรควาดระแวงแพร่หลายอยู่ในสังคม ผู้มีศรัทธาซึ่งหัวใจของเขามีความสุขด้วยความเชื่อมั่นและไว้วางใจในอัลลอฮ์อยู่ ย่อมสามารถพึ่งพิงอาศัยพลังอันไม่มีขอบเขตจำกัดนั้นได้ เมื่อเขาได้รับความเดือดร้อนจากความอ่อนแอของเขา เขาจะหาที่พึ่งพิงยังอัลลอฮ์ในระหว่างที่เขาตกระกำลำบาก สิ่งนี้จะฝึกฝนจิตวิญญาณของเขา และมีผลกระทบต่อศีลธรรมจรรยาของเขาอย่างลึกซึ้ง

จากหนังสือ : อาวุธแห่งชีวิต

ผู้เขียน : ซัยยิดมุจตาบา มูซาวี ลารี

ที่มา : sahibzaman.com

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles