^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

facebook likebox joomla module

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 75 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7163756
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
2225
7069
22852
111233
7163756

17-10-2018 เวลา 05 : 23

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

หน้าแรก l Home islamicstudiesth.com

การต่อสู้กับกระแสตักฟีรี ที่เป็นอันตรายต่อความสามัคคีของชีอะฮ์และซุนนี

       การประชุมสภาสูงสุดของสมัชชาโลกการตื่นตัวของอิสลาม ครั้งที่ 9 มีนักวิชาการศาสนาและบุคคลสำคัญของอิสลาม ได้พูดคุยกันถึงปัญหาสำคัญต่างๆ ที่เป็นความกังวลของโลกอิสลามและภูมิภาค

       ผู้สื่อข่าวของตัสนีม ณ สำนักงานในกรุงแบกแดดได้รายงานว่า อายะตุลลอฮ์อาซิฟ มุห์ซินี หนึ่งในนักวิชาการศาสนาที่โดดเด่นของอัฟกานิสถาน ในนามผู้ปาฐกถาคนแรกหลังจากพิธีเปิดการประชุมสภาสูงสุดของสมัชชาโลกการตื่นตัวของอิสลาม ท่านได้เริ่มต้นการพูดด้วยการเน้นย้ำถึงความสามัคคีและเอกภาพของประชาชาติมุสลิมทั้งหลาย

       ท่านกล่าวว่า : “การตื่นตัวของอิสลามนั้นจะเกิดขึ้นบนรากฐานต่างๆ ของหลักคำสอนของอิสลาม บนพื้นฐานของโองการอัลกุรอานที่ว่า إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِنْدَ اللَّهِ أَتْقاكُمْ (แท้จริงผู้มีเกียรติในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮ์ คือผู้ที่มีความยำเกรงที่สุดในหมู่พวกเจ้า) นั้น ถือว่าชนชาติและเผ่าชนทั้งหลายนั้นมีความเท่าเทียมกัน และความมีเกียรติของพวกเขาที่มีต่อกันนั้นวางอยู่บนพื้นฐานของคุณลักษณะแห่งตักวา (ความยำเกรงและการปฏิบัติตนตามบทบัญญัติของพระเจ้า)”

       อายะตุลลอฮ์อาซิฟี มุห์ซินี ได้กล่าวเสริมว่า : “ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า การตื่นตัวของอิสลามในเบื้องต้นนั้นจะต้องปรากฏภาพในความเป็นพี่น้องกันในระหว่างมัซฮับ (สำนักคิด) ทั้งหลายของอิสลาม และหนึ่งในเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของการประชุมสุดยอดนี้จะต้องเป็นประเด็นสำคัญนี้”

       ผู้ปาฐกถาคนแรกหลังจากพิธีเปิดการประชุมคือ “ตาญุดดีน ฮิลาลี” นักวิชาการศาสนาและนักคิดผู้มีชื่อเสียงชาวอียิปต์ เขาได้นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเนื้อแท้ (อัตลักษณ์) ของกลุ่มตักฟีรีและพื้นฐานความเชื่อที่ผิดพลาดของพวกเขา และกล่าวว่า : “พวกเขา (กลุ่มตักฟีรี) ไม่ยอมรับความเป็นมุสลิมของพวกเราไม่ว่าจะเป็นชีอะฮ์หรือซุนนี แต่ด้วยเหตุผลข้ออ้างของกลุ่มตักฟีรีอุบาทว์ที่เขาได้หยิบยกจากเรื่องเหลวไหลและสิ่งงมงายที่ปลอมปนเข้ามาในมัซฮับ (สำนักคิด) ชีอะฮ์และอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ และไม่มีนักวิชาการคนใดจากทั้งสองมัซฮับนี้ยอมรับมัน มันได้กลายเป็นเหตุผลข้ออ้างในมือของพวกเขา”

       เขากล่าวเสริมว่า : “ชีอะฮ์และซุนนีจำเป็นจะต้องออกห่างจากความเชื่อที่เหลวไหลเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น มีผู้กล่าวว่า หากท่านไม่กีดศีรษะท่านก็ไม่ใช่มุสลิม หรือมีผู้กล่าวว่า หากไฟได้ลุกไหม้หนวดเคราของเพื่อนบ้านของท่าน ก็จงเอาน้ำรดเคราของตัวท่านเองและอย่าได้ไปใส่ใจอะไรต่อมัน”

       ฮิลาลีได้กล่าวต่อไปอีกว่า : “เหล่านี้คือสิ่งอุตริ (มัจญ์อูลาต) ที่กลายเป็นข้ออ้างใส่ร้ายของพวกตักฟีรีและกลุ่มก่อการร้าย ความเชื่อต่างๆ ที่เหลวไหลเหล่านี้เป็นเหมือนกับโรคเอดส์ที่เป็นอันตรายต่อชีอะฮ์และซุนนีดั้งเดิม”

       ผู้ปาฐกถาคนถัดไปคือ “คอลิด อัลมุลลา” ผู้นำกลุ่มชนมุสลิมแห่งอิรัก และนักวิชาการที่โดดเด่นของชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์แห่งอิรัก เขาได้นำเสนอเนื้อรายละเอียดเกี่ยวกับความจำเป็นของเอกภาพในโลกอิสลาม โดยกล่าวว่า : “พวกเราชาวชีอะฮ์และชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ของอิรักได้เข้าสู่สงครามใหญ่กับกลุ่มแนวคิดตักฟีรี แต่อัลฮัมดุลิลลาฮ์ (มวลการสรรเสริญและการขอบคุณพึงมีแด่พระผู้เป็นเจ้า) ที่ทุกกลุ่มชนของชาวอิรักได้ผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อทำการต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ล่วงละเมิดทรัพย์สินและเกียรติ (สตรี) ของประชาชน ทำการตัดศีรษะและเผาประชาชน”

       ผู้นำกลุ่มนักวิชาการมุสลิมแห่งอิรักได้กล่าวเสริมว่า : “คำถามของผมก็คือว่า พวกเราจะทำอย่างไรกับการขยายตัวอย่างกว้างขวางของกลุ่มตักฟีรี พวกคลั่งศาสนาและพวกปัญญาทึบเหล่านี้”

       เขาเสริมว่า : “คำว่า “ร่อวาฟิฎ” หมายถึงการเรียกชาวชีอะฮ์ว่า “รอฟิฎี” (คนนอกรีต) นั้น เป็นสิ่งที่ผิดพลาด และจะต้องไม่ถูกนำเสนอในสื่อต่างๆ ทำนองเดียวกับที่คำว่า “นะวาซิบ” ที่หมายถึงการเรียกชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ว่าเป็น “นาซิบี” (ผู้ตั้งตนเป็นศัตรูกับอะฮ์ลุลลบัยติ์) นั้นผิดพลาด หมายความว่า ความหมายของคำว่า “นาซิบี” ซึ่งถูกใช้กับบรรดาผู้ต่อต้านอะฮ์ลุลบัยติ์ของท่านศาสดานั้นไม่เป็นผลใดๆ สำหรับชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ เนื่องจากชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ คือผู้ที่รักในอะฮ์ลุลบัยติ์ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ)”

       คอลิด อัลมุลลา กล่าวว่า : “ในศาสนาของเรา คนผิวขาวไม่ได้มีความประเสริฐเหนือไปกว่าคนผิวดำ และคนอาหรับก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนไม่ใช่อาหรับ ดังนั้นเราจะต้องไม่ปล่อยให้ทัศนะขัดแย้งต่างๆ ระหว่างชีอะฮ์และซุนนี เป็นสาเหตุทำให้เกิดการสร้างสำนักคิดใหม่และการสร้างแนวคิดตักฟีรี”

       เขากล่าวเสริมว่า : “ดังที่ท่านทั้งหลายได้เห็นในที่ประชุมนี้ ทั้งชีอะฮ์และซุนนีได้มานั่งประชุมร่วมกัน เหตุผลในอันดับแรกของมันนั้นเกิดจากความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางอิสลาม และอันดับถัดไปนั้นเกิดจากการตระหนักถึงภยันตรายและแผนสมคบคิดของกระแสตักฟีรีที่มีต่ออิสลาม”

       “เชคมะห์มูด อัล ซุมัยดะอี” เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินวะก็อฟ (อุทิศ) ของชาวซุนนีในอิรัก คือผู้ปาฐกถาคนถัดไปในการประชุมของสภาสูงสุดของสมัชชาโลกการตื่นตัวของอิสลาม เขาได้ย้ำถึงการรวมตัวและเอกภาพของชาวซุนนีและชีอะฮ์ และผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับจากมัน พร้อมกับกล่าวว่า : “กระแสแนวคิดที่วันนี้ได้เข้ามาสู่สนามในนาม “ตักฟีร” (การตัดสินผู้ที่มีความคิดต่างว่าไม่ใช่มุสลิม) นั้น พวกเขาต้องการที่จะหลั่งเลือดพี่น้องของตนเองด้วยคำว่า “อัลลอฮุ อักบัร” (อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่) สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและจะต้องเยียวยารักษามันด้วยเอกภาพระหว่างชีอะฮ์และซุนนี”

        เขาเสริมว่า : “พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดหน้าที่ให้เรากำชับความดี (อัลอัมรุ บิลมะอ์รูฟ) และห้ามปรามความชั่ว (อันะฮ์ยุ อะนิลมุงกัร) และ “มะอ์รูฟ” (ความดี) ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเราคือเอกภาพ (วะห์ดะฮ์) และ “มุงกัร” (ความชั่วร้าย) ที่ใหญ่หลวงที่สุดสำหรับเราคือการสร้างความแตกแยก”

       อัล ซุมัยดะอี ได้กล่าวว่า : “ผมขอกล่าวอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อของชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ก็คือว่า การมีความรักต่ออะฮ์ลุลบัยติ์ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) นั้นคือข้อกำหนดที่เป็นวาญิบ (จำเป็น) ประการหนึ่ง และใครก็ตามที่เชื่อเป็นอย่างอื่นจากนี้ เขาไม่ใช่มุสลิม ทำนองเดียวกันนี้ ความเชื่อของชาวชีอะฮ์ก็คือการมีความรักต่อบรรดาสาวก (ซอฮาบะฮ์) ของท่านศาสนา และใครก็ตามที่ดูถูกเหยียดหยามซอฮาบะฮ์ ก็เป็นดั่งที่บรรดานักวิชาการ (อุละมาอ์) อาวุโสของชีอะฮ์ได้ประกาศไว้ว่า เขาได้กระทำสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) และไม่ใช่ชีอะฮ์”

       การประชุมสมัชชาโลกการตื่นตัวของอิสลามครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อ “การตื่นตัวของอิสลามจะไม่ถูกทำให้หยุดลงได้” ได้เริ่มต้นขึ้นในเช้าวันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม 2559  ณ กรุงแบกแดด เมืองหลวงของประเทศอิรัก โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางด้านการเมืองและบุคคลสำคัญทางศาสนาจาก 22 ประเทศเข้าร่วม

ที่มา : tasnimnews

แปล : ศูนย์สารสนเทศอิสลาม สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles