^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

facebook likebox joomla module

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 8 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

8640793
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
650
492
15321
43265
8640793

16-06-2019 เวลา 10 : 31

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

หน้าแรก l Home islamicstudiesth.com

การปฏิวัติทางการเมืองและอุตสาหกรรม คือความภูมิใจของประชาคมยุโรป

ยุโรปมีความเจริญก้าวหน้าเป็นมหาอำนาจของโลกในปัจจุบัน ล้วนเกิดจากการปฏิวัติอย่างขนานใหญ่ในประเทศยุโรปต่างๆ ทั้งสิ้น

      การปฏิวัติในฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1789 เป็นการตื่นตัวของขบวนการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนทางการเมืองจากการปกครองระบบกษัตริย์เป็นแบบสาธารณรัฐ และมีอิทธิพลทำให้เกิดการตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั่วยุโรป ราชวงศ์ต่างๆ ในประเทศยุโรปที่มีอำนาจปกครองต่อมาต้องอยู่ในระบอบประชาธิปไตยและต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

      ในห้วงเวลาก่อนหน้านั้นเล็กน้อยราว ค.ศ. 1760 เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกลักษณะหนึ่งขึ้นในอังกฤษ นั่นคือการปฏิวัติอุตสาหกรรมและขยายไปทั่วยุโรปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

      การปฏิวัติทั้งสองลักษณะได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกไปอย่างสิ้นเชิง ในทางการเมืองมีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ให้สิทธิให้เสียงประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย สวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้รับการคุ้มครอง ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึงและได้รับการบริการจากรัฐทั้งทางด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล การประกันสุขภาพ สาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาเพื่อบริการประชาชนอย่างสมบูรณ์

       การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ประชาชนมีมาตรฐานความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี การปฏิวัติทางการเมืองและอุตสาหกรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไกล้ชิดและเกื้อหนุนกันอย่างสมบูรณ์ การปฏิวัติครั้งนี้ทำให้ประเทศในยุโรปมีการพัฒนาอย่างก้าวกระดดกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว การปฏิวัติดังกล่าวถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของยุโรปทั้งหมด ถือว่าเป็นวาระสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ต้องมีการเฉลิมฉลองและระลึกถึงตลอดไป

        แต่ความฝันแห่งความศิวิไลซ์ของยุโรปพังทลายลงเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่าง ค.ศ. 1914-1918 นำโดยเยอรมัน ออสเตรียฮังการีและอาณาจักรออตโตมานฝ่ายหนึ่ง กับอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซียและอิตาลีอีกฝ่ายหนึ่ง สงครามครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตในยุโรป 8 ล้านคน ไม่รวมผู้บาดเจ็บ และความเสียหายที่เกิดกับบ้านเมืองอีกคำนวณนับไม่ได้

        อีก 22 ปีต่อมา เยอรมนีนำโดยฮิตเลอร์ อิตาลีนำโดยมุสโสลินี ด้วยแนวความคิดที่จะรวมยุโรปเป็นหนึ่งเดียวโดยใช้กำลังทหาร ประกาศสงครามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง ค.ศ. 1939-1944 คราวนี้มีคนตายเฉพาะในยุโรป 18 ล้านคน บาดเจ็บอีกหลายล้านคน และเช่นเดียวกันบ้านเมืองทรัพย์สินเสียหายโดยไม่สามารถคำนวนนับได้

        จากการปฏิวัติทางการเมืองและปฏิวัติอุตสาหกรรม จนมาถึงสงครามโลกทั้งสองครั้ง ทำให้เกิดความคิดที่จะรวมประเทศยุโรป ซึ่งมีจำนวนประชากรหนาแน่นในพื้นที่ที่น้อย แต่มีภาษาวัฒนาธรรมและศาสนาใกล้เคียงกันเข้าเป็นประชาคมเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ปกครองที่มีอำนาจคนใดคนหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง เหมือนสงครามโลกทั้งสองครั้งที่ผ่านมา

       นอกจากนี้ยุโรปเคยรวมตัวกันเป็นอาณาจักรเดียวภายใต้การปกครองอาณาจักรโรมันทั้งในยุคก่อนและหลังศาสนาคริสต์มาแล้ว จากความพยายามกว่าครึ่งศตวรรษในที่สุดประชาคมยุโรปหรืออียูก็เกิดขึ้น ตามอุดมการณ์ดังกล่าวข้างต้น ถึงแม้ว่าหนทางที่จะเดินต่อไปข้างหน้ายังยาวไกล แต่ทุกประเทศโดยเฉพาะเยอรมนีและฝรั่งเศสต่างพยายามร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ที่จะให้ประชาคมยุโรปมีความเข้มแข็งและมีเอกภาพ

        จากความภูมิใจของยุโรปที่ปฏิวัติทางการเมืองและปฏิวัติอุตสาหกรรม จนกระทั่งมาถึงการตั้งประชาคมยุโรปสำเร็จ จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดความสงสัยว่า แล้วเกิดอะไรขึ้นกับโลกอิสลาม ประเทศยุโรปมีทัศนคติอย่างไรต่อประเทศมุสลิมและตลอดเวลาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา พวกเขาทำอะไรกับโลกมุสลิมบ้าง

        ค.ศ. 1916 เซอร์มาร์ค ไซค์ตัวแทนอังกฤษและฟรานซิส จอร์จ พิโคต์ ตัวแทนฝรั่งเศส ประชุมลับกันที่กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ ในกรุงลอนดอน ตกลงแบ่งดินแดนของมุสลิมในตะวันออกกลางเป็นส่วนๆ และแบ่งกันครอบครอง ทั้งนี้เป็นไปตามผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ทางการเมืองการทหาร พร้อมตั้งผู้ปกครองหุ่นเชิด (PUPPET LEADERS) หลายรูปแบบขึ้นมาในประเทศมุสลิมที่ถูกแบ่งแยกและปกครองเหล่านั้น

        ค.ศ. 1917 ลอร์ดบัลโฟร์ประกาศยกดินแดนปาเลสไตน์ให้เป็นที่ตั้งถิ่นฐานขอชาวยิวและเป็นที่มาของประเทศอิสราเอลใน ค.ศ. 1948 โดยไม่มีการปรึกษาหารือชาวปาเลสไตน์เจ้าของดินแดนหรือผู้ปกครองมุสลิมคนใด

        ค.ศ. 1925 อังกฤษสนับสนุนอับดุลอะซีซ อาลิสะอู๊ดขึ้นเป็นกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับชะรีฟฮูเซน บินอะลี ผู้ปกครองแผ่นดินฮิญาซและประชาคมมุสลิมแต่อย่างใด

        ระหว่าง ค.ศ. 1930-1960 อังกฤษจัดการแบ่งดินแดนมุสลิมต่างๆ ให้บรรดาชี๊คชาวอาหรับทั้งหลายปกครองดินแดนต่างๆ รอบอ่าวเปอร์เชีย โดยได้รับสัมปทานน้ำมันร่วมกับสหรัฐอเมริกาเป็นรางวัลตอบแทน และยังตอบแทนกันมาจนถึงปัจจุบัน ในระหว่างนั้นโลกมุสลิมทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมหาอำนาจทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกาอย่างสิ้นเชิง

        ค.ศ. 1979 จากความกดดันทางการเมืองการปกครอง การปล้นสะดมในรูปแบบของสัมปทานที่เสียเปรียบ ในการขุดเจาะทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของดินแดนอิสลาม และความเสื่อมถอยของความเคร่งครัดในอิสลาม อิมามโคมัยนีได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของอิหร่านมาสู่ระบบอิสลาม ซึ่งเป็นครรลองชีวิตของมุสลิมทุกคนในโลก โดยมีอัลกุรอานเป็นธรรมนูญหลักของการปกครองประเทศ และพยายามที่ขายแนวความคิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบอิสลามนี้ไปสู่ประชาชาติมุสลิมทั้งหมด ให้ประชาชาติมุสลิมมาอยู่ภายใต้ร่มธรงอิสลามผืนเดียวกัน ผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นสิทธิของมุสลิมทุกคนก็จะถูกบริหารจัดการโดยมุสลิม กิจกรรมทางศาสนาต่างๆ ที่จะเป็นพลังของมุสลิมทั้งมวลก็จะได้ถูกรื้อฟื้นและพัฒนาให้เป็นประโยชน์ตามอุดมการณ์อิสลามที่แท้จริงต่อไป

        แนวความคิดการปฏิวัติและรวมกลุ่มประเทศเข้าด้วยกันนี้ ประเทศยุโรปได้กระทำมาแล้ว ต่อชาวยุโรปด้วยกันเอง

        ชาวยุโรปมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองและปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแล้วในศตวรรษที่ 19 และพวกเขามีความภาคภูมิใจว่า นั่นคือวีรกรรมที่ต้องได้รับการสรรเสริญ ต้องบอกเล่าประวัติศาสตร์การปฏิวัติทั้งสองนี้ให้ชนรุ่นต่อๆ ไปได้รับรู้และภูมิใจ

        แต่ไม่ใช่สำหรับการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน พวกเขา (ชาวยุโรป) บอกว่าเป็นสิ่งที่เลว ต้องทำลายทิ้ง และเปลี่ยนอิหร่านกลับมาปกครองแบบเดิม และพวกเรา (มุสลิมบางส่วน) ก็เห็นดีเห็นงามกับพวกเขาไปด้วยว่า การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเป็นสิ่งที่เลว ต้องถูกทำลายและอย่าให้แพร่กระจายเข้าไปในประเทศมุสลิมอื่นๆ

        ในขณะที่การปฏิวัติทางการเมืองและอุตสาหกรรมในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 19 ได้รับการตอบรับและแผ่กระจายไปทั่วยุโรปย่างรวดเร็ว แต่สำหรับการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ทันทีที่สำเร้จเสร็จสิ้นลง พวกเขา (ประเทศยุโรป) และพวกเรา (ประเทศมุสลิมบางส่วน) ต่างก็พร้อมใจกันสนับสนุนซัดดาม ฮุซเซนก่อสงคราม 8 ปี (ค.ศ. 1980-1988) กับอิหร่าน เพื่อต้องการทำลายการปฏิวัติอิสลามครั้งนี้ให้พังพินาศสิ้นไป

       เมื่อไม่สำเร็จ (ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งปาฏิหารย์อย่างยิ่งที่ประเทศหนึ่งต่อสู้ในสงครามแบบกินโต๊ะหมาหมู่อย่างเดียวดายเป็นเวลา 8 ปี แต่รอดมาได้) พวกเขาก็แซงค์ชั่นทางเศรษฐกิจ ห้ามทุกประเทศในโลกนี้ทำการค้ากับอิหร่าน เพราะการปฏิวัติในอิหร่านมีลักษณะของการก่อการร้าย ทำสรงครามข่าวโจมตีอิหร่าน โฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง (ว่าอิหร่านส่งออกการปฏิวัติไปทั่วโลกอิสลาม) การศาสนา (ว่าอิหร่านเป็นชีอะฮ์-พวกนอกศาสนา) และในที่สุดก็โยนข้อหาการพัฒนาเทคโลยีนิวเคลียร์เพื่อผลิตอาวุธร้ายแรงที่จะทำลายมนุษยชาติมาให้ แต่อิหร่านก็ยังอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงปัจจุบัน

      เมื่อพวกเขาปฏิวัติการเมืองและอุตสาหกรรม นั่นคือความสำเร็จความภูมิใจและเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทุกด้านที่ทำให้พวกเขาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบัน

      จากนั้นพวกเขาก็เริ่มรณรงค์เพื่อรวมประเทศทั้งหมดในยุโรปสู่ประชาคมเดียวกัน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อความสงบสุขปราศจากสงคราม และเพื่อพัฒนาสังคมของยุโรปให้พัฒนาไปสู่สังคมอุดมปัญญาอย่างสถาพร

       ส่วนการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ... ?

       ส่วนเอกภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชาติมุสลิม ...?

       ส่วนการพัฒนาไปสู่ความสันติตามนามชื่อของอิสลาม ...?

       มีการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ -ที่มีอย่างมหาศาล จนสามารถขจัดความยกจนของมนุษย์ในโลกนี้ได้ทั้งหมด- ตามหลักคำสอนของอิสลาม และ ฯลฯ ?

       เพราะเหตุผลกลใดหรือที่พวกเขาเข้ามาขัดขวางไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ก็เป็นสิ่งเดียวกับที่พวกเขาจัดการกันเอง จนประสบความสำเร็จ ในนามประชาคมยุโรปมาแล้ว

       ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังตั้งฐานทัพรายรอบอิหร่านไว้ไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เป็นการข่มขู่และพร้อมโจมตีถ้าจำเป็น

       ไม่เป็นไร เพราะฐานทัพทั้งหมดนั้นอยู่ในพิสัยทำการของขีปนวุธอิหร่านทั้งสิ้น

บทความโดย : Fareed Denyingyoch

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles