^ Back to Top

ASM.Channel TV.Online 24 Hrs.

FaceBook สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

facebook likebox joomla module

มีผู้เยี่ยมชมอยู่ขณะนี้ทั้งหมด

We have 79 guests and no members online

สถิติผู้เข้าเยี่ยมชม

7162805
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
1274
7069
21901
110282
7162805

17-10-2018 เวลา 02 : 39

หมวดหมู่วีดีโอ l Categories VDO.

แผงผังเว๊บไซต์ l Sitemap Menu

หน้าแรก l Home islamicstudiesth.com

การปฏิวัติทางการเมืองและอุตสาหกรรม คือความภูมิใจของประชาคมยุโรป

ยุโรปมีความเจริญก้าวหน้าเป็นมหาอำนาจของโลกในปัจจุบัน ล้วนเกิดจากการปฏิวัติอย่างขนานใหญ่ในประเทศยุโรปต่างๆ ทั้งสิ้น

      การปฏิวัติในฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1789 เป็นการตื่นตัวของขบวนการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนทางการเมืองจากการปกครองระบบกษัตริย์เป็นแบบสาธารณรัฐ และมีอิทธิพลทำให้เกิดการตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั่วยุโรป ราชวงศ์ต่างๆ ในประเทศยุโรปที่มีอำนาจปกครองต่อมาต้องอยู่ในระบอบประชาธิปไตยและต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

      ในห้วงเวลาก่อนหน้านั้นเล็กน้อยราว ค.ศ. 1760 เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกลักษณะหนึ่งขึ้นในอังกฤษ นั่นคือการปฏิวัติอุตสาหกรรมและขยายไปทั่วยุโรปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

      การปฏิวัติทั้งสองลักษณะได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกไปอย่างสิ้นเชิง ในทางการเมืองมีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ให้สิทธิให้เสียงประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย สวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้รับการคุ้มครอง ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึงและได้รับการบริการจากรัฐทั้งทางด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล การประกันสุขภาพ สาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาเพื่อบริการประชาชนอย่างสมบูรณ์

       การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ประชาชนมีมาตรฐานความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี การปฏิวัติทางการเมืองและอุตสาหกรรมมีความสัมพันธ์กันอย่างไกล้ชิดและเกื้อหนุนกันอย่างสมบูรณ์ การปฏิวัติครั้งนี้ทำให้ประเทศในยุโรปมีการพัฒนาอย่างก้าวกระดดกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว การปฏิวัติดังกล่าวถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของยุโรปทั้งหมด ถือว่าเป็นวาระสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ต้องมีการเฉลิมฉลองและระลึกถึงตลอดไป

        แต่ความฝันแห่งความศิวิไลซ์ของยุโรปพังทลายลงเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่าง ค.ศ. 1914-1918 นำโดยเยอรมัน ออสเตรียฮังการีและอาณาจักรออตโตมานฝ่ายหนึ่ง กับอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซียและอิตาลีอีกฝ่ายหนึ่ง สงครามครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตในยุโรป 8 ล้านคน ไม่รวมผู้บาดเจ็บ และความเสียหายที่เกิดกับบ้านเมืองอีกคำนวณนับไม่ได้

        อีก 22 ปีต่อมา เยอรมนีนำโดยฮิตเลอร์ อิตาลีนำโดยมุสโสลินี ด้วยแนวความคิดที่จะรวมยุโรปเป็นหนึ่งเดียวโดยใช้กำลังทหาร ประกาศสงครามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสและรัสเซีย ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง ค.ศ. 1939-1944 คราวนี้มีคนตายเฉพาะในยุโรป 18 ล้านคน บาดเจ็บอีกหลายล้านคน และเช่นเดียวกันบ้านเมืองทรัพย์สินเสียหายโดยไม่สามารถคำนวนนับได้

        จากการปฏิวัติทางการเมืองและปฏิวัติอุตสาหกรรม จนมาถึงสงครามโลกทั้งสองครั้ง ทำให้เกิดความคิดที่จะรวมประเทศยุโรป ซึ่งมีจำนวนประชากรหนาแน่นในพื้นที่ที่น้อย แต่มีภาษาวัฒนาธรรมและศาสนาใกล้เคียงกันเข้าเป็นประชาคมเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ปกครองที่มีอำนาจคนใดคนหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง เหมือนสงครามโลกทั้งสองครั้งที่ผ่านมา

       นอกจากนี้ยุโรปเคยรวมตัวกันเป็นอาณาจักรเดียวภายใต้การปกครองอาณาจักรโรมันทั้งในยุคก่อนและหลังศาสนาคริสต์มาแล้ว จากความพยายามกว่าครึ่งศตวรรษในที่สุดประชาคมยุโรปหรืออียูก็เกิดขึ้น ตามอุดมการณ์ดังกล่าวข้างต้น ถึงแม้ว่าหนทางที่จะเดินต่อไปข้างหน้ายังยาวไกล แต่ทุกประเทศโดยเฉพาะเยอรมนีและฝรั่งเศสต่างพยายามร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ที่จะให้ประชาคมยุโรปมีความเข้มแข็งและมีเอกภาพ

        จากความภูมิใจของยุโรปที่ปฏิวัติทางการเมืองและปฏิวัติอุตสาหกรรม จนกระทั่งมาถึงการตั้งประชาคมยุโรปสำเร็จ จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดความสงสัยว่า แล้วเกิดอะไรขึ้นกับโลกอิสลาม ประเทศยุโรปมีทัศนคติอย่างไรต่อประเทศมุสลิมและตลอดเวลาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา พวกเขาทำอะไรกับโลกมุสลิมบ้าง

        ค.ศ. 1916 เซอร์มาร์ค ไซค์ตัวแทนอังกฤษและฟรานซิส จอร์จ พิโคต์ ตัวแทนฝรั่งเศส ประชุมลับกันที่กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ ในกรุงลอนดอน ตกลงแบ่งดินแดนของมุสลิมในตะวันออกกลางเป็นส่วนๆ และแบ่งกันครอบครอง ทั้งนี้เป็นไปตามผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ทางการเมืองการทหาร พร้อมตั้งผู้ปกครองหุ่นเชิด (PUPPET LEADERS) หลายรูปแบบขึ้นมาในประเทศมุสลิมที่ถูกแบ่งแยกและปกครองเหล่านั้น

        ค.ศ. 1917 ลอร์ดบัลโฟร์ประกาศยกดินแดนปาเลสไตน์ให้เป็นที่ตั้งถิ่นฐานขอชาวยิวและเป็นที่มาของประเทศอิสราเอลใน ค.ศ. 1948 โดยไม่มีการปรึกษาหารือชาวปาเลสไตน์เจ้าของดินแดนหรือผู้ปกครองมุสลิมคนใด

        ค.ศ. 1925 อังกฤษสนับสนุนอับดุลอะซีซ อาลิสะอู๊ดขึ้นเป็นกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับชะรีฟฮูเซน บินอะลี ผู้ปกครองแผ่นดินฮิญาซและประชาคมมุสลิมแต่อย่างใด

        ระหว่าง ค.ศ. 1930-1960 อังกฤษจัดการแบ่งดินแดนมุสลิมต่างๆ ให้บรรดาชี๊คชาวอาหรับทั้งหลายปกครองดินแดนต่างๆ รอบอ่าวเปอร์เชีย โดยได้รับสัมปทานน้ำมันร่วมกับสหรัฐอเมริกาเป็นรางวัลตอบแทน และยังตอบแทนกันมาจนถึงปัจจุบัน ในระหว่างนั้นโลกมุสลิมทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมหาอำนาจทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกาอย่างสิ้นเชิง

        ค.ศ. 1979 จากความกดดันทางการเมืองการปกครอง การปล้นสะดมในรูปแบบของสัมปทานที่เสียเปรียบ ในการขุดเจาะทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของดินแดนอิสลาม และความเสื่อมถอยของความเคร่งครัดในอิสลาม อิมามโคมัยนีได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของอิหร่านมาสู่ระบบอิสลาม ซึ่งเป็นครรลองชีวิตของมุสลิมทุกคนในโลก โดยมีอัลกุรอานเป็นธรรมนูญหลักของการปกครองประเทศ และพยายามที่ขายแนวความคิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบอิสลามนี้ไปสู่ประชาชาติมุสลิมทั้งหมด ให้ประชาชาติมุสลิมมาอยู่ภายใต้ร่มธรงอิสลามผืนเดียวกัน ผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นสิทธิของมุสลิมทุกคนก็จะถูกบริหารจัดการโดยมุสลิม กิจกรรมทางศาสนาต่างๆ ที่จะเป็นพลังของมุสลิมทั้งมวลก็จะได้ถูกรื้อฟื้นและพัฒนาให้เป็นประโยชน์ตามอุดมการณ์อิสลามที่แท้จริงต่อไป

        แนวความคิดการปฏิวัติและรวมกลุ่มประเทศเข้าด้วยกันนี้ ประเทศยุโรปได้กระทำมาแล้ว ต่อชาวยุโรปด้วยกันเอง

        ชาวยุโรปมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองและปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแล้วในศตวรรษที่ 19 และพวกเขามีความภาคภูมิใจว่า นั่นคือวีรกรรมที่ต้องได้รับการสรรเสริญ ต้องบอกเล่าประวัติศาสตร์การปฏิวัติทั้งสองนี้ให้ชนรุ่นต่อๆ ไปได้รับรู้และภูมิใจ

        แต่ไม่ใช่สำหรับการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน พวกเขา (ชาวยุโรป) บอกว่าเป็นสิ่งที่เลว ต้องทำลายทิ้ง และเปลี่ยนอิหร่านกลับมาปกครองแบบเดิม และพวกเรา (มุสลิมบางส่วน) ก็เห็นดีเห็นงามกับพวกเขาไปด้วยว่า การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเป็นสิ่งที่เลว ต้องถูกทำลายและอย่าให้แพร่กระจายเข้าไปในประเทศมุสลิมอื่นๆ

        ในขณะที่การปฏิวัติทางการเมืองและอุตสาหกรรมในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 19 ได้รับการตอบรับและแผ่กระจายไปทั่วยุโรปย่างรวดเร็ว แต่สำหรับการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ทันทีที่สำเร้จเสร็จสิ้นลง พวกเขา (ประเทศยุโรป) และพวกเรา (ประเทศมุสลิมบางส่วน) ต่างก็พร้อมใจกันสนับสนุนซัดดาม ฮุซเซนก่อสงคราม 8 ปี (ค.ศ. 1980-1988) กับอิหร่าน เพื่อต้องการทำลายการปฏิวัติอิสลามครั้งนี้ให้พังพินาศสิ้นไป

       เมื่อไม่สำเร็จ (ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งปาฏิหารย์อย่างยิ่งที่ประเทศหนึ่งต่อสู้ในสงครามแบบกินโต๊ะหมาหมู่อย่างเดียวดายเป็นเวลา 8 ปี แต่รอดมาได้) พวกเขาก็แซงค์ชั่นทางเศรษฐกิจ ห้ามทุกประเทศในโลกนี้ทำการค้ากับอิหร่าน เพราะการปฏิวัติในอิหร่านมีลักษณะของการก่อการร้าย ทำสรงครามข่าวโจมตีอิหร่าน โฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง (ว่าอิหร่านส่งออกการปฏิวัติไปทั่วโลกอิสลาม) การศาสนา (ว่าอิหร่านเป็นชีอะฮ์-พวกนอกศาสนา) และในที่สุดก็โยนข้อหาการพัฒนาเทคโลยีนิวเคลียร์เพื่อผลิตอาวุธร้ายแรงที่จะทำลายมนุษยชาติมาให้ แต่อิหร่านก็ยังอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงปัจจุบัน

      เมื่อพวกเขาปฏิวัติการเมืองและอุตสาหกรรม นั่นคือความสำเร็จความภูมิใจและเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทุกด้านที่ทำให้พวกเขาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบัน

      จากนั้นพวกเขาก็เริ่มรณรงค์เพื่อรวมประเทศทั้งหมดในยุโรปสู่ประชาคมเดียวกัน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อความสงบสุขปราศจากสงคราม และเพื่อพัฒนาสังคมของยุโรปให้พัฒนาไปสู่สังคมอุดมปัญญาอย่างสถาพร

       ส่วนการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ... ?

       ส่วนเอกภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชาติมุสลิม ...?

       ส่วนการพัฒนาไปสู่ความสันติตามนามชื่อของอิสลาม ...?

       มีการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ -ที่มีอย่างมหาศาล จนสามารถขจัดความยกจนของมนุษย์ในโลกนี้ได้ทั้งหมด- ตามหลักคำสอนของอิสลาม และ ฯลฯ ?

       เพราะเหตุผลกลใดหรือที่พวกเขาเข้ามาขัดขวางไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ก็เป็นสิ่งเดียวกับที่พวกเขาจัดการกันเอง จนประสบความสำเร็จ ในนามประชาคมยุโรปมาแล้ว

       ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังตั้งฐานทัพรายรอบอิหร่านไว้ไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เป็นการข่มขู่และพร้อมโจมตีถ้าจำเป็น

       ไม่เป็นไร เพราะฐานทัพทั้งหมดนั้นอยู่ในพิสัยทำการของขีปนวุธอิหร่านทั้งสิ้น

บทความโดย : Fareed Denyingyoch

ข่าวที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 News.

บทความที่มีผู้อ่านมากที่สุด l Top 10 Articles